สัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน “ชี้ชะตาโลก”
อดีตรมว.คลังสหรัฐฯ เตือน สัมพันธ์สหรัฐฯ–จีน “ชี้ชะตาโลก” อย่าปล่อยแข่งขันลุกลามเป็นความขัดแย้ง ชี้ต้อง “ลดความไม่ไว้วางใจ ก่อนสายเกินไป”
12-6-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า นายเฮนรี พอลสัน (Henry Paulson) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันและปักกิ่งร่วมกันบริหารจัดการการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่กำลังทวีความรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง พร้อมเตือนว่าความไม่ไว้วางใจที่ฝังลึกในขณะนี้กำลังสร้างความเสี่ยงที่น่ากลัวยิ่งกว่าปัญหาดุลการค้าที่ไม่สมดุล โดยเขาระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน (US-China) ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ "มีความสลักสำคัญที่สุด" ในโลก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวังในยามที่การแข่งขันขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดทั้งในมิติการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง "เราต้องระมัดระวังไม่ให้การแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจ (Decoupling) กลายเป็นความล้มเหลวในการทำงานร่วมกัน"
นายพอลสัน (Paulson) ซึ่งเคยเป็นผู้นำฝ่ายสหรัฐฯ ในการเปิดเวทีเจรจาทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน (US-China Strategic Economic Dialogue) ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) และประธานาธิบดีหู จิ่นเทา (Hu Jintao) ได้กล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ กรุงปักกิ่ง ซึ่งจัดโดยศูนย์จีนและโลกาภิวัตน์ (Centre for China and Globalisation)
อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบันพอลสัน (Paulson Institute) เน้นย้ำว่า แม้การแข่งขันที่รุนแรงจะเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ "กลเม็ดสำคัญคือ ในขณะที่เรากำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด เราต้องมีแผงกั้นป้องกันความเสี่ยง (Guard rails) ควบคู่ไปด้วย"
ทัศนะของนายพอลสัน (Paulson) มีขึ้นหลังจากการประชุมซัมมิตที่ปักกิ่งที่ทั่วโลกจับตามอง ระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้นำคณะผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากบริษัทอเมริกันกว่า 17 แห่งร่วมเดินทางไปด้วย โดยการเยือนเป็นเวลาสองวันนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีที่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน (China)
แถลงการณ์หลังการประชุมของรัฐบาลปักกิ่งระบุว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสร้าง "ความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์เพื่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์" ขณะที่ทำเนียบขาว (White House) ได้สะท้อนถ้อยคำเดียวกันนี้ แต่ได้เพิ่มเงื่อนไขว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะต้องดำเนินไป "บนพื้นฐานของความยุติธรรมและการต่างตอบแทน" อย่างไรก็ดี แม้ว่าวอชิงตันจะมุ่งเป้าโจมตีปัญหาการขาดดุลการค้าทวิภาคีมหาศาลมานานหลายทศวรรษ แต่เครื่องจักรส่งออกของจีนในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยมีการรายงานตัวเลขเกินดุลการค้าโดยรวมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
ตัวเลขที่แข็งแกร่งนี้เกิดขึ้นแม้ว่าจะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีรุกคืบของทรัมป์ เนื่องจากบริษัทจีนได้ปรับตัวด้วยการขยายตลาดทางเลือกอื่น และปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ ทั้งนี้ นอกเหนือจากข้อผูกพันของจีนในการสั่งซื้อเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง (Boeing) จำนวน 200 ลำ, คำมั่นสัญญาที่จะฟื้นฟูการนำเข้าเนื้อวัวบางส่วนจากสหรัฐฯ และข้อตกลงร่วมกันที่จะขยายกลไกการเจรจาทางเศรษฐกิจแล้ว การเยือนปักกิ่งของทรัมป์ในครั้งนี้กลับมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นน้อยมาก
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว นายพอลสัน (Paulson) สำทับว่าการยอมรับซึ่งกันและกันคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการคำนวณสถานการณ์ที่ผิดพลาด
"มันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละประเทศจะต้องยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะประเทศมหาอำนาจหลัก และเป็นขั้วอำนาจที่ถาวร รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงการล้ำเส้นตาย (Red lines) เพื่อไม่ให้การแข่งขันที่รุนแรงนี้มีวิวัฒนาการไปสู่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางทหาร" เขากล่าว พร้อมระบุว่าความกังวลหลักคือการลดทอนลงของความเชื่อมั่น "เรากำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดดุลความเชื่อมั่น (Trust deficit) ซึ่งมันใหญ่หลวงกว่าการขาดดุลการค้าเสียอีก" โดยชี้ไปที่ความระแวงที่เพิ่มขึ้นในประเด็นความมั่นคงแห่งชาติและการครอบงำทางเทคโนโลยี
เพื่อบรรเทาความเสี่ยงเหล่านี้ นายพอลสัน (Paulson) ได้เรียกร้องให้มีการปฏิสัมพันธ์ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
"สิ่งสำคัญคือสหรัฐฯ และจีนต้องมีบุคคลที่เหมาะสมในการพูดคุยซึ่งกันและกันเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยง" เขากล่าว "เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น พวกเขาจะได้มีช่องทางการสื่อสารและมีฐานการทำงานร่วมกันเพื่อรักษาเสถียรภาพ"
จากการดึงประสบการณ์ตรงเมื่อครั้งเปิดตัวเวทีเจรจาทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ในปี 2006 นายพอลสัน (Paulson) ข้อสังเกตว่า แพลตฟอร์มทวิภาคีที่เสนอขึ้นใหม่จากการประชุมซัมมิตระหว่างสี-ทรัมป์ สามารถตอบโจทย์ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันได้ "เรามีกลไกที่สามารถบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้ เพราะสิ่งที่เราเห็นคือสภาการค้า (Trade board) และสภาการลงทุน (Investment board) ต่างมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือการขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนระหว่างสองประเทศมากขึ้น"
ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีน (Chinese Ministry of Commerce) ออกมายืนยันภายหลังการเดินทางกลับของทรัมป์ว่า ทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะจัดตั้งสภาการค้าและการลงทุนร่วมกัน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการปรึกษาหารือทางเศรษฐกิจจากการตั้งรับในภาวะวิกฤต (Crisis response) ไปสู่การบริหารจัดการเชิงสถาบันที่มีระบบแบบแผน (Institutionalised management)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/i22sb?utm_source=copy-link&utm_campaign=3356720&utm_medium=share_widget