.
จีนรุกคืบด้าน AI กดดันยุทธศาสตร์สหรัฐในการผลักดันพันธมิตรเทคโนโลยี
27-6-2026
วอชิงตันกำลังเร่งผลักดันให้โลกเลือกใช้ AI ของสหรัฐ ในช่วงเวลาเดียวกับที่โมเดล AI ของจีนซึ่งมีทั้งต้นทุนต่ำและความสามารถสูง กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะมองข้าม
โมเดล AI ของจีนไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพเหนือกว่า OpenAI หรือ Anthropic เพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบของโลก AI
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ โมเดลเหล่านั้นต้อง ใช้งานได้จริง เข้าถึงได้ง่าย และได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มีปัจจัยหลัก 2 ประการที่กำลังบั่นทอนความพยายามของรัฐบาลสหรัฐในการส่งออกเทคโนโลยี AI ของตน ได้แก่
ยุทธศาสตร์ควบคุมการส่งออกที่ขาดความชัดเจนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด โดยเฉพาะการตัดสินใจเกี่ยวกับการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูง การประเมินต่ำเกินไปต่อความพยายามของจีนในการเผยแพร่โมเดล AI แบบโอเพนซอร์สไปทั่วโลก พร้อมทั้งเร่งนำ AI ไปใช้ในภาคการผลิต สาธารณสุข และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศในวงกว้าง
สัปดาห์นี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ขยายโครงการ Pax Silica ซึ่งมีเป้าหมายสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้าน AI และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ภายใต้การนำของสหรัฐ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรม AI ยังเผชิญผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการควบคุมการส่งออกโมเดล AI รุ่นล่าสุดของ Anthropic
ขณะเดียวกัน AI ของจีนก็กำลังลดช่องว่างด้านศักยภาพลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่ามาก
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอย่างไร
Emily Weinstein อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ และปัจจุบันสังกัด คณะกรรมาธิการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน กล่าวกับ Axios ว่า
"สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของยุทธศาสตร์แบบ Huawei แต่ในบริบทของโมเดล AI โอเพนซอร์ส" เธออธิบายว่า จีนไม่ได้เสนอเพียงโมเดล AI เท่านั้น แต่ยังเสนอทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหลายครั้งให้ใช้งานฟรี หรือมีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมาก
Weinstein เตือนว่า หากประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่ม Global South หันมาใช้ AI ของจีนอย่างแพร่หลาย ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่เปรียบได้กับ "Huawei เวอร์ชันทรงอิทธิพลกว่าเดิมหลายเท่า" โดยประเทศเหล่านั้นจะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของจีน ซึ่งอาจไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบของสหรัฐได้
ด้าน Daniel Remler จาก Center for a New American Security (CNAS) และอดีตที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า หลังการออกมาตรการควบคุมต่อ Anthropic "อุตสาหกรรมทั้งหมดแทบหยุดนิ่ง รอความชัดเจนจากนโยบายที่มีความเป็นระบบมากกว่านี้" เขาระบุว่า เรื่องนี้น่ากังวล เพราะในช่วงเดียวกัน จีนกำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง
ขณะที่ Saif Khan อดีตที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสำคัญของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า
"ขณะนี้หลายประเทศเรียกร้องเรื่องอธิปไตยด้าน AI มากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในบางส่วนของโลก หันไปเลือกใช้โมเดลโอเพนเวต (Open-weight) ของจีน มากกว่าโมเดล AI ระดับแนวหน้าของสหรัฐ"
แต่สหรัฐก็พยายามตอบโต้
รัฐบาลของทรัมป์กำลังพยายามสร้างแนวร่วมกับพันธมิตร เพื่อผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยี AI ของสหรัฐแทน สัปดาห์นี้ Jacob Helberg ปลัดกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า มี 35 ประเทศ ลงนามใน "Declaration on AI Opportunity" ภายใต้โครงการ Pax Silica
Helberg ยังวิจารณ์แนวคิด Digital Sovereignty หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในประเทศว่า
"ล้าหลัง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และเป็นเพียงความธรรมดาที่เกิดขึ้นพร้อมกัน"
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศพันธมิตรของสหรัฐกำลังเดินบนเส้นทางที่ละเอียดอ่อน โดยพยายามสนับสนุนวิสัยทัศน์ของสหรัฐไปพร้อมกับผลักดัน อธิปไตยทางเทคโนโลยี ของตนเอง
ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรป (EU) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ Digital Sovereignty หลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกโมเดลของ Anthropic
ด้าน Omran Sharaf ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ให้สัมภาษณ์กับ Axios ระหว่างเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันว่า
"เป้าหมายของเราคือการสร้างความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้"
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า หากสหรัฐต้องการรักษาสถานะผู้นำของโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และอิทธิพลทางเทคโนโลยี ก็จำเป็นต้องทำให้เทคโนโลยีของตนถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม Sharaf ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่ามาตรการควบคุมการส่งออก เช่น กรณีของ Anthropic จะส่งผลต่อเป้าหมายดังกล่าวมากเพียงใด
บทสรุป
ความท้าทายต่อไปของสหรัฐไม่ได้มีเพียงการรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI ระดับแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ โน้มน้าวให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเลือกสร้างอนาคตบนเทคโนโลยี AI ของสหรัฐ แทนที่จะหันไปพึ่งพาระบบนิเวศ AI ของจีน.
ที่มา Axios