.
อิหร่านชูธงตั้ง ‘กลุ่มความมั่นคงมุสลิม’ จับมือปากีสถาน-รัฐอ่าวเปอร์เซีย เน้นคุมช่องแคบฮอร์มุซ-ลดบทบาทฐานทัพสหรัฐฯ รับยุคเปลี่ยนผ่านหลังสงคราม
26-6-2026
สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า ข้อเสนอจัดตั้งพันธมิตรด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคในหมู่ประเทศมุสลิม ระหว่างอิหร่าน ปากีสถาน และรัฐอ่าว กำลังถูกจับตาว่าเป็นเพียงแนวคิดที่แทบเป็นไปไม่ได้ หรืออาจกลายเป็นโครงสร้างความเป็นจริงใหม่หลังสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ–อิสราเอลเริ่มคลี่คลาย
ข้อเสนอพันธมิตรความมั่นคงร่วมระหว่างอิหร่าน ปากีสถาน และกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย จะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือคือความเป็นจริงใหม่ของระเบียบโลกยุคหลังสงคราม
ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปากีสถาน (Pakistan) อย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) แห่งอิหร่าน (Iran) ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญด้วยการเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงระดับภูมิภาคของชาวมุสลิมกลุ่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งข้อเสนอนี้เกิด ขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวทีการทูต โดย คาลิด มาห์มูด (Khalid Mahmood) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และอดีตนาวาอากาศเอกแห่งกองทัพอากาศปากีสถาน (PAF) ได้อธิบายว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยวางรากฐานสำคัญอันนำไปสู่การยุติความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน (Iran) สหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) ในปัจจุบัน
ในมิติการผลักดันพันธมิตรดังกล่าว คาลิด มาห์มูด (Khalid Mahmood) ได้ประเมินโครงสร้างและนัยสำคัญไว้ว่า กลุ่มประเทศสมาชิกเริ่มต้นที่คาดว่าจะเข้าร่วมเป็นภาคีในระยะแรกน่าจะประกอบไปด้วย ปากีสถาน (Pakistan) กาตาร์ (Qatar) ตุรกี (Turkiye) ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และมีความเป็นไปได้ที่จะมี โอมาน (Oman) ตลอดจน อียิปต์ (Egypt) เข้าร่วมด้วย แม้ว่าในส่วนของรัฐบาลริยาด (Riyadh) อาจจะยังคงพึงพอใจกับการดำเนินนโยบายลดระดับความตึงเครียดมากกว่าการก้าวเข้าไปมีบทบาทในฐานะพันธมิตรทางทหารอย่างเต็มรูปแบบก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพยายามที่จะยกระดับกลไกนี้ให้กลายเป็นสิ่งเรียกว่า "นาโตมุสลิม" (Muslim NATO) นั้น ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากตุรกี (Turkiye) ยังคงมีสถานะเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือกลุ่มนาโต (NATO) อยู่แล้ว ประกอบกับการที่สหรัฐฯ (US) ยังคงเปิดใช้งานฐานทัพทหารกระจายตัวอยู่ตามกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (Gulf)
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตรใหม่นี้มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นและบูรณาการไปที่การรักษาความมั่นคงทางทะเลร่วมกันในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นหลัก ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเวทีและโอกาสสำคัญสำหรับอิหร่าน (Iran) ในการแสดงเจตจำนงที่จะจำกัดกิจกรรมและปฏิบัติการทางทหารของตนเอง เพื่อแลกกับการรักษาท่าทีความเป็นกลางของกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) ตลอดจนการพัฒนาและขยายขีดความสามารถด้านสัมพันธไมตรีทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมา บรรดารัฐในอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) จะต้องพึ่งพิงร่มเงาการคุ้มกันทางความมั่นคงจากสหรัฐฯ (US) มาโดยตลอด แต่เหตุการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างและรักษาเสถียรภาพโดยมีความคิดริเริ่มและการนำโดยรัฐสมาชิกในท้องถิ่นเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ การบรรลุข้อตกลงและสถาปนาพันธมิตรที่เป็นทางการระหว่างอิหร่าน (Iran) และรัฐอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) ในครั้งนี้ มีแนวโน้มอย่างยิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดการปรับลดและถอนกำลังพลรวมถึงยุทโธปกรณ์ทางทหารของสหรัฐฯ (US) ออกจากภูมิภาค โดยฐานทัพเชิงปฏิบัติการรบ (Combat bases) อาจจะถูกลดระดับสถานะและบทบาทให้เป็นเพียงสถานีสนับสนุนทางด้านโลจิสติกส์และการฝึกอบรมทางทหารเท่านั้น ซึ่งข้อตกลงความร่วมมือฉบับประวัติศาสตร์ดังกล่าวจะกลายเป็นสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจนว่า กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) เลือกที่จะให้ความสำคัญกับช่องทางการทูตในระดับท้องถิ่นมากกว่าการพึ่งพิงหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ (US) ซึ่งปัจจัยนี้อาจกลายเป็นการเปิดทางไปสู่การกระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ร่วมกับประเทศจีน (China) และกลุ่มประเทศ BRICS ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/SputnikInt/status/2069902385351426279?s=20