Bank of America มองอย่างไรต่อราคาทองคำ
Bank of America มองอย่างไรต่อราคาทองคำ
2-7-2026
ตลาดกระทิงของทองคำอาจกำลังอยู่ในช่วงพักฐาน แต่ Bank of America (BofA) เชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาวยังไม่สิ้นสุด ในรายงาน Global Metals Weekly ฉบับวันที่ 19 มิถุนายน ซึ่งจัดทำโดยทีมวิจัยของ BofA Global Research นำโดย ไมเคิล วิดเมอร์ (Michael Widmer) ระบุว่า แม้ทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว แต่สภาพแวดล้อมในระยะสั้นกลับท้าทายมากขึ้น เนื่องจากตลาดไม่ได้อยู่ภายใต้สถานการณ์แบบเดิมที่เคยผลักดันให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ ปัจจัยสนับสนุนทองคำมีความชัดเจน ได้แก่
อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหมาย
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ปรับลดลง
เงินดอลลาร์อ่อนค่า
BofA มองว่าสภาพแวดล้อมเช่นนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำมากที่สุด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปัจจัยเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
BofA ระบุว่า ปัจจัยที่กดดันราคาทองคำในช่วงนี้ ได้แก่
ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่า
เงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำ
ความเป็นไปได้ที่ Fed จะลดขนาดงบดุล (Balance Sheet)
ด้วยเหตุนี้ BofA จึงมองว่า เป้าหมายราคาทองคำที่ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเคยประเมินไว้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง
เหตุผลสำคัญ ได้แก่
สหรัฐฯ ยังคงขาดดุลงบประมาณในระดับสูง
ยังไม่มีมาตรการลดการขาดดุลทางการคลังอย่างจริงจัง
ความต้องการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง
BofA ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้คือเหตุผลเดียวกับที่ทำให้ธนาคารแนะนำลงทุนในทองคำตั้งแต่ช่วงที่ราคายังอยู่ใกล้ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยังคงเป็นเหตุผลเดิมจนถึงปัจจุบัน
รายงานสรุปว่า "ทองคำกำลังพักฐาน แต่เราเชื่อว่าจะกลับมาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง"
ธนาคารกลางสหรัฐกลายเป็นปัจจัยกดดันหลัก
BofA มองว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดที่กดดันทองคำในระยะสั้นคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ราคาทองคำเริ่มเข้าสู่รอบขาขึ้นหลังจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะจุดสูงสุดในปี 2023 จุดสำคัญคือ Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย
BofA ระบุว่า การผสมผสานระหว่าง การลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง ความไม่แน่นอนต่อความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของทองคำอย่างมาก
การประชุม Fed ครั้งล่าสุดเปลี่ยนมุมมองตลาด
อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) ในเดือนมิถุนายน ทำให้ตลาดตีความสถานการณ์ใหม่
BofA ระบุว่า เจ้าหน้าที่ Fed จำนวน 9 คน คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้
Fed ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ ประธาน Fed ส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญ รายงานมองว่า Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณผ่อนคลาย (Dovish) เหมือนที่ผ่านมา กล่าวคือ Fed ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจาก
มาตรการภาษีนำเข้า ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงาน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
สิ่งที่ทองคำตอบสนองไม่ใช่เงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
BofA ระบุว่า ราคาทองคำไม่ได้เคลื่อนไหวตามอัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การตอบสนองของธนาคารกลางต่อเงินเฟ้อ กล่าวคือ เงินเฟ้อสูง + Fed ลดดอกเบี้ย = ส่งผลบวกต่อทองคำอย่างมาก เงินเฟ้อสูง + Fed ขึ้นดอกเบี้ย = ส่งผลบวกน้อยกว่ามาก
จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2001
ในช่วงที่เงินเฟ้อสูงและ Fed ผ่อนคลายนโยบาย ราคาทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.8% ต่อปี
แต่ในช่วงที่เงินเฟ้อสูงและ Fed ใช้นโยบายเข้มงวด ผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงเหลือ 10.8% ต่อปี
แม้ยังเป็นผลตอบแทนที่เป็นบวก แต่แรงหนุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทองคำยังสามารถปรับขึ้นได้ แม้ Fed จะมีท่าทีเข้มงวด แต่จะเป็นการปรับขึ้นที่ทำได้ยากกว่าเดิม
เงินทุนในกองทุน ETF ยังไม่กลับมา รายงานยังให้ความสำคัญกับ กองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความต้องการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะในโลกตะวันตก
แม้ ETF จะไม่ได้สะท้อนตลาดทองคำทั้งหมด แต่มีข้อดีคือ
มีสภาพคล่องสูง ตรวจสอบข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ สะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนรายใหญ่ได้อย่างชัดเจน
BofA ระบุว่า นักลงทุนยังคงทยอยขายหน่วยลงทุนออก ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มูลค่าทรัพย์สินของกองทุน ETF ที่ถือทองคำจริง ลดลง 1.6% ปริมาณทองคำที่กองทุนถือครองอยู่ที่ประมาณ 97.1 ล้านออนซ์
นักลงทุนตะวันตกยังไม่กลับเข้าสู่ตลาด
BofA มองว่า กระแสเงินในกองทุน ETF เป็นสัญญาณสำคัญว่า นักลงทุนสถาบันในโลกตะวันตกยังไม่ได้กลับมาลงทุนในทองคำอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ ธนาคารเชื่อว่าตลาดทองคำมีแรงหนุนหลัก 2 ประการ ได้แก่ ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลัง (Macro Stress)
การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำของนักลงทุน (Investor Allocation)
ปัจจุบัน ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจยังคงอยู่ แต่แรงซื้อจากนักลงทุนผ่านกองทุน ETF ได้ชะลอตัวลง ทำให้ราคาทองคำในระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดัน แม้แนวโน้มระยะยาวยังคงได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานเดิม.
ที่มา https://www.zerohedge.com/news/2026-06-30/bofa-taking-pause-we-think-gold-will-rise-again