.
สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ยกระดับพันธมิตรไซเบอร์ รับมือภัยคุกคามดิจิทัล ปราบอาชญากรรมไซเบอร์ ล้างบางศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในอินโด-แปซิฟิก
7-7-2026
U.S. Asia Pacific Media Hub เปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกา (United States) และญี่ปุ่น (Japan) ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันความมุ่งมั่นในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามในโลกไซเบอร์อย่างตรงไปตรงมา พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ในกรอบทวิภาคี และตอกย้ำความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนของพันธมิตรสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น (U.S.-Japan Alliance)
ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้ร่วมกันประกาศยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่มีร่วมกันในการเผชิญหน้าและจัดการกับภัยคุกคามในพื้นที่ไซเบอร์โดยตรง พร้อมทั้งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทวิภาคีในโลกไซเบอร์และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนของพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น (U.S.-Japan Alliance) อย่างเป็นรูปธรรม
ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ปรากฏในแถลงการณ์ร่วมของประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งได้รับการเปิดเผยโดยรัฐบาลของทั้งสองประเทศในระหว่างการประชุมกรอบการเจรจาไซเบอร์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 11 (11th United States-Japan Cyber Dialogue)
ในการประชุมครั้งที่ 11 นี้ สหรัฐฯ ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนจากญี่ปุ่น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2026 โดยมีสำนักภัยคุกคามอุบัติใหม่ (Bureau of Emerging Threats) และสำนักกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (Bureau of East Asian and Pacific Affairs) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นประธานร่วมฝ่ายสหรัฐฯ ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นมีกระทรวงการต่างประเทศ (Ministry of Foreign Affairs) และสำนักงานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ (National Cybersecurity Office) ทำหน้าที่เป็นประธานร่วม
ทั้งนี้ คณะผู้แทนของฝั่งสหรัฐฯ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลัก ได้แก่ เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติทำเนียบขาว (White House National Security Council), Office of the National Cyber Director, Office of the Director of National Intelligence, Department of War, Department of Justice, Federal Bureau of Investigation, Department of Homeland Security, Cybersecurity and Infrastructure Security Agency, National Institute of Standards and Technology และ Federal Communications Commission สำหรับตัวแทนจากรัฐบาลญี่ปุ่นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จาก กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสาร (Ministry of Internal Affairs and Communications), กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry), กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defense), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency) และสำนักงานข่าวกรองความมั่นคงสาธารณะ (Public Security Intelligence Agency)
แถลงการณ์ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยกระดับความเป็นพันธมิตรผ่านกรอบข้อตกลงและแนวทางปฏิบัติร่วมกัน 6 ประการหลัก ประกอบด้วย:
การขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (artificial intelligence) พร้อมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่มีอธิปไตยและมีความปลอดภัยสูง (sovereign cloud infrastructure) ซึ่งสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีที่ได้รับความน่าเชื่อถือ เพื่อขยายขีดความสามารถในการแบ่งปันข้อมูลและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
การแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามทางไซเบอร์และการประเมินพฤติกรรมของกลุ่มปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเชี่ยวชาญสูง ทั้งในระดับที่เป็นตัวแทนของรัฐและกลุ่มนอกเหนืออำนาจรัฐ ซึ่งรวมถึงการเฝ้าระวังภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (critical infrastructure) และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี AI เพื่อต่อต้านกิจกรรมทางไซเบอร์ที่ประสงค์ร้าย
การปรับนโยบายไซเบอร์ระหว่างประเทศให้สอดคล้องกัน พร้อมทั้งแบ่งปันและแลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไซเบอร์ระดับชาติของแต่ละประเทศ
การร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และศูนย์เครือข่ายหลอกลวงหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (scam centers) ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific region) ผ่านมาตรการบังคับใช้กฎหมาย การทูตระหว่างประเทศ และการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนตามความเหมาะสม
การร่วมมือประสานงานในการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการป้องกันทางไซเบอร์ให้แก่ประเทศที่สามทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific region)
การร่วมมือกันเพื่อเร่งรัดการปฏิวัติและการนำระบบรหัสลับยุคหลังควอนตัม หรือ PQC (Post Quantum Cryptography) มาใช้งานภายในประเทศของตนอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนท้ายของแถลงการณ์ร่วม ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะรักษาการประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ทั้งในส่วนนโยบายไซเบอร์ ปฏิบัติการร่วม การช่วยเหลือทางเทคนิค ตลอดจนการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยทั้งสองประเทศจะจัดการหารือติดตามผลเพื่อผลักดันภารกิจเร่งด่วนที่ได้กำหนดไว้ในการประชุมกรอบการเจรจาไซเบอร์สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 11 นี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/eAsiaMediaHub/status/2073985334992388343?s=20