เยอรมนีเตรียมชงมาตรการคุมจีนรอบด้านเข้า EU
เยอรมนีเตรียมชงมาตรการคุมจีนรอบด้านเข้า EU เล็งเก็บภาษีรถไฮบริดจีนเพิ่ม–บังคับร่วมทุนยุโรปถือหุ้นข้างมาก
15-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เยอรมนี (Germany) เตรียมเดินสายล็อบบี้สหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับนโยบายประเทศจีน (China) อาจพิจารณาเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้น ประเทศเยอรมนี (Germany) กำลังเตรียมแพ็กเกจมาตรการความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่มีผลครอบคลุมเป็นวงกว้าง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์จากประเทศจีน (China) ซึ่งอาจรวมถึงการเก็บภาษีศุลกากรใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicles)
กระทรวงต่างๆ ของประเทศเยอรมนี (Germany) กำลังทำการจัดทำแผนผังประเมินจุดอ่อนและความเสี่ยงต่อประเทศจีน (China) พร้อมทั้งประเมินมาตรการตอบโต้ โดยข้อเสนอที่มีความเป็นไปได้รวมถึง การเรียกเก็บภาษีศุลกากรใหม่ การบังคับตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Ventures) การยกระดับการกลั่นกรองการลงทุนทั้งขาเข้าและขาออก (Inbound and Outbound Investment Screening) และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระเบียบควมควบคุมการส่งออก (Export Controls Regime) ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับแผนงานดังกล่าว ทั้งนี้ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ตั้งเป้าหมายที่จะได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 ตุลาคม ก่อนที่จะยื่นขอการสนับสนุนในระดับกว้างจากสหภาพยุโรป (European Union: EU) ต่อไป
การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นข้อบ่งชี้ถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้นในนโยบายต่อประเทศจีน (China) ของประเทศเยอรมนี (Germany) ซึ่งในอดีตมักเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากรูปแบบเศรษฐกิจของกรุงเบอร์ลิน (Berlin) พึ่งพาการส่งออกและมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ลึกซึ้งกับกรุงปักกิ่ง (Beijing) ในปัจจุบัน ขาดดุลการค้าของ EU ต่อประเทศจีน (China) ปรับตัวสูงเกินกว่า 1 พันล้านยูโร (1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อวัน ขณะที่ภาวะชะลอตัวทางอุตสาหกรรมของประเทศเยอรมนี (Germany) ได้นำไปสู่การประกาศปรับลดตำแหน่งงานหลายหมื่นตำแหน่ง โดยบริษัท Volkswagen AG กำลังวางแผนที่จะเพิ่มการปรับลดตำแหน่งงานทั่วโลกเป็น 100,000 ตำแหน่ง
แผนการใหม่นี้เป็นข้อบ่งชี้ที่เป็นรูปธรรมถึงท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นของประเทศเยอรมนี (Germany) ที่มุ่งหวังจะสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะต่างตอบแทน (Reciprocal Relationship) มากยิ่งขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) กล่าวเมื่อช่วงต้นปีนี้ว่า “เราได้ประเมินอำนาจและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศจีน (China) ต่ำเกินไป” พร้อมกล่าวเสริมว่า ทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับ “จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ”
แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยว่า กรุงเบอร์ลิน (Berlin) กำลังทำงานร่วมกับกรุงปารีส (Paris) เพื่อสร้างแรงสนับสนุนในหมู่สมาชิก EU อื่นๆ ในการประชุมสุดยอด ณ กรุงบรึสเซลส์ (Brussels) ในเดือนตุลาคม และก่อนหน้าที่จะมีการเจรจากับกรุงปักกิ่ง (Beijing) ในช่วงปลายเดือนเดียวกัน โดยเมืองหลวงทั้งสองแห่งกำลังทำงานเพื่อจัดทำเอกสารแสดงจุดยืนร่วมกัน (Joint Position Paper) ฉบับสมบูรณ์ ซึ่งจะถูกส่งต่อให้แก่ EU เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับการออกมาตรการระดับภูมิภาค
โฆษกจากกระทรวงเศรษฐกิจปฏิเสธที่จะให้ความคิดเห็น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรวบรวมเข้าด้วยกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว และยังไม่ได้รับการรับรองว่าจะบรรลุข้อตกลงในระดับคณะรัฐมนตรี
ด้านบทวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics ระบุว่า...“ผู้ผลิตในยุโรปกำลังเผชิญกับการแข่งขันโดยตรงที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากประเทศจีน (China) — ทั้งภายในประเทศ ในตลาดประเทศที่สาม และในประเทศจีน (China) เอง”
จุดยืนของประเทศเยอรมนี (Germany) แข็งกร้าวขึ้นเนื่องจากบริษัทจีนเคลื่อนตัวขึ้นสู่ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) อย่างรวดเร็ว ท้าทายผู้ผลิตในยุโรปในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงยานยนต์และเครื่องจักร ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Federal Statistical Office of Germany) ระบุว่า การส่งออกของประเทศเยอรมนี (Germany) ไปยังประเทศจีน (China) ลดลง 9.7% สู่ระดับ 8.13 หมื่นล้านยูโรในปี 2025 ในขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 8.8% สู่ระดับ 1.706 แสนล้านยูโร
ยอดขายรถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) ของจีนในทวีปยุโรปเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Dataforce ชี้ว่า 1 ใน 3 ของรถยนต์ประเภทดังกล่าวที่ได้รับการจดทะเบียนในเดือนกรกฎาคมสร้างสถิติสูงสุด ผลิตโดยแบรนด์ต่างๆ เช่น Jaecoo ของบริษัท Chery Automobile Co. โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนสามารถครองใจผู้บริโภคด้วยรถยนต์ไฮบริดที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า ในช่วงเวลาที่การเงินของครัวเรือนยังคงเผชิญแรงกดดันและราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East)
นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ได้กล่าวหาประเทศจีน (China) ว่าแทรกแซงให้ค่าเงินหยวนตรึงอยู่ในระดับอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง โดยระบุว่าค่าเงินถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 25% ถึง 30% ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายลาร์ส คลิงไบล์ (Lars Klingbeil) ได้เสนอแนวคิดต่อสาธารณชนในการขยายการเก็บภาษีศุลกากรของ EU ให้ครอบคลุมถึงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ผลิตในประเทศจีน (China) รวมถึงการกำหนดให้บริษัทจีนบางแห่งต้องจัดตั้งการดำเนินงานในยุโรปเพื่อก่อตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Ventures) ภายใต้การควบคุมของเสียงส่วนใหญ่ในยุโรป นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนแนวทางสิทธิประโยชน์จัดซื้อจัดจ้าง “Buy European” อีกด้วย
(หมายเหตุ: แหล่งข้อมูล Eurostat ระบุถึงดุลการค้า EU-China ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์)
แพ็กเกจที่อยู่ระหว่างการพิจารณาครอบคลุมถึงการปกป้องทางการค้า การจัดซื้อจัดจ้าง ห่วงโซ่อุปทานภาคองค์กร วัตถุดิบขั้นวิกฤต การกลั่นกรองการลงทุน และการควบคุมเทคโนโลยี ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว ทางเลือกต่างๆ รวมถึง การสร้างแรงจูงใจที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local-Content Incentives) และการให้สิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้าง การบังคับใช้เครื่องมือที่มีอยู่ด้วยความเด็ดขาดมากขึ้น เช่น เครื่องมือการจัดซื้อจัดจ้างระหว่างประเทศของ EU (International Procurement Instrument) รวมถึงข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นสำหรับบริษัทต่างๆ ในการกระจายความเสี่ยงของผู้ส่งมอบสินค้า (Suppliers) และการจัดหาแร่ธาตุขั้นวิกฤต
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ยังกำลังพิจารณาการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูง และอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor-Manufacturing Equipment) โดยการผลักดันนี้สะท้อนถึงความกังวลว่าประเทศจีน (China) ได้นำผลิตภัณฑ์บางประเภทไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะไม่ถูกครอบคลุมโดยข้อจำกัดการใช้งานสองทาง (Dual-use Restrictions) ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ตาม
อีกด้านหนึ่งคือการขยายขอบเขตการกลั่นกรองการลงทุนจากต่างประเทศขาเข้า (Inbound Foreign-Investment Screening) โดยปัจจุบัน กฎหมายของประเทศเยอรมนี (Germany) อนุญาตให้รัฐบาลสามารถแทรกแซงได้เมื่อการเข้าซื้อกิจการมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อ “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” (Public Order) หรือ “ความมั่นคง” (Security) แต่ข้อเสนอใหม่จะเพิ่มปัจจัยพิจารณา เช่น “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” (Economic Resilience) และ “การพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Dependencies) หรือ “ความไม่สมมาตร” (Asymmetries) โดยขณะนี้กฎหมายการกลั่นกรองการลงทุนฉบับใหม่กำลังอยู่ระหว่างการจัดเตรียม
การกลั่นกรองการลงทุนขาออก (Outbound Investment Screening) อาจเป็นประเด็นที่มีข้อโต้แย้งมากกว่า เจ้าหน้าที่บางรายต้องการระเบียบที่สามารถตรวจสอบหรือจำกัดการลงทุนของประเทศเยอรมนี (Germany) ในประเทศจีน (China) ในสาขาที่มีความละเอียดอ่อน โดยขั้นตอนดังกล่าวจะก้าวข้ามกรอบการตรวจสอบที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายของ EU ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีควอนตัม และคาดว่าจะเผชิญกับแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษนิยมฝ่ายสนับสนุนการค้าเสรีในพรรค Christian Democratic Union (CDU) ของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz)
(หมายเหตุ: ข้อมูลจาก UN Comtrade ระบุว่าประเทศเยอรมนี (Germany) มียอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีน (China) สูงที่สุดใน EU โดยเป็นข้อมูลปี 2025 สำหรับทุกเศรษฐกิจ ยกเว้นประเทศออสเตรีย (Austria), ประเทศบัลแกเรีย (Bulgaria), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศกรีซ (Greece) และประเทศมอลตา (Malta) ที่แสดงข้อมูลของปี 2024)
แหล่งข่าวระบุว่า โครงการสนับสนุนทางอุตสาหกรรมของภาครัฐอาจถูกปรับทิศทางไปยังจุดอ่อนตามห่วงโซ่มูลค่า รวมถึงการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับแหล่งทางเลือกและศักยภาพการประมวลผลสำหรับวัตถุดิบขั้นวิกฤต ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ทังสเตน (Tungsten) ซึ่งใช้ในซีเมนต์คาร์ไบด์โดยผู้ผลิตเครื่องจักร ซึ่งเจ้าหน้าที่มองว่ามีการพึ่งพาอุปทานจากประเทศจีน (China) ในระดับสูง
ประเทศเยอรมนี (Germany) ได้เริ่มดำเนินการเพื่อลดการพึ่งพาผู้ส่งมอบจากประเทศจีน (China) ในด้านโทรคมนาคมแล้ว โดยผู้ให้บริการเครือข่ายต้องยกเลิกการใช้ชิ้นส่วนสำคัญทั้งหมดที่ผลิตโดย Huawei Technologies และ ZTE ในโครงข่ายหลัก 5G (5G Core Networks) ภายในสิ้นปี 2026 นอกจากนี้ ยังต้องทดแทนฟังก์ชันสำคัญของระบบบริหารจัดการเครือข่าย 5G ของบริษัทเหล่านั้นในโครงข่ายการเข้าถึงและโครงข่ายขนส่ง ด้วยเทคโนโลยีจากผู้ส่งมอบรายอื่นภายในสิ้นปี 2029 ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาที่จะขยายแนวทางดังกล่าวไปยังพื้นที่สำคัญอื่นๆ ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
แหล่งข่าวทิ้งท้ายว่า ข้อเสนอจำนวนมากคาดว่าจะถูกบรรจุเข้าสู่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic-Security Strategy) ฉบับกว้างขึ้นซึ่งมีกำหนดออกในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะก้าวข้ามยุทธศาสตร์การปกป้องทางเศรษฐกิจที่ได้รับการอนุมัติไปเมื่อเดือนมีนาคม ที่มุ่งเน้นหลักไปที่การปกป้องบริษัทและสถาบันวิจัยจากภัยคุกคามทางกายภาพ ดิจิทัล และภัยคุกคามแบบไฮบริด เช่น การจารกรรม การวินาศกรรม และการโจมตีทางไซเบอร์
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-14/germany-to-lobby-eu-on-new-china-policy-may-seek-more-tariffs?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy