UAE ทุ่ม $46,000 ล้าน ลงทุนเยอรมนี
UAE ทุ่ม $46,000 ล้าน ลงทุนเยอรมนี หวังกระจายความเสี่ยงเศรษฐกิจ-ความมั่นคงพ้นเงา สหรัฐฯ
12-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE (United Arab Emirates) ได้ประกาศพันธกิจลงนามอัดฉีดเงินลงทุนจำนวน 4 หมื่นล้านยูโร (หรือประมาณ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าสู่ประเทศเยอรมนี (Germany) โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) พลังงาน ไปจนถึงยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งนับเป็นการลงทุนก้อนโตที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับทวีปยุโรป (Europe) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นการกระจายความเสี่ยงทางด้านการค้าและเศรษฐกิจของชาติอาหรับในอ่าวเปอร์เซียแห่งนี้ไปสู่ระดับโลก
นายธานี อัล เซยูดี (Thani Al Zeyoudi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ทีวี (Bloomberg TV) ณ เมืองเบอร์ลิน (Berlin) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า "เรามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะสร้างหลักประกันว่า ระบบเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของเราจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลกต่างๆ โดยข้อความสำคัญที่สุด ณ จุดนี้คือเรื่องของการกระจายความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าเรามีทางเลือกและตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ"
นอกจากนี้ นายธานี อัล เซยูดี (Thani Al Zeyoudi)ยังระบุว่า ข้อตกลงความร่วมมือในระยะแรกเริ่มนี้ ซึ่งถูกจัดสรรงบประมาณราวหนึ่งในสามไว้สำหรับรัฐบาวาเรีย (Bavaria) นั้น "เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น" โดยเปิดเผยว่ายอดการลงทุนจริงในท้ายที่สุดอาจสูงกว่านี้ พร้อมกล่าวเสริมว่า "เรากำลังเดินหน้าเฟ้นหาโอกาสครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ก้าวไปสู่อีกขั้น"
การเดินทางมาเยือนประเทศเยอรมนี (Germany) ของนายธานี อัล เซยูดี (Thani Al Zeyoudi) ในครั้งนี้ มีขึ้นพร้อมกับ เชค โมฮัมหมัด บิน ซายิด อัล นาฮ์ยาน (Sheikh Mohamed bin Zayed Al Nahyan) ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งนับเป็นการเดินทางเยือนประเทศเยอรมนี (Germany) อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งขณะนั้นพระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแห่งเมืองอาบูดาบี (Abu Dhabi)
ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้เข้าพบหารือกับ นายฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีประเทศเยอรมนี (Germany) และได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธีซึ่งจัดขึ้นโดย ประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ (Frank-Walter Steinmeier) ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดของประเทศเยอรมนี (Germany) ที่มีการปิดถนนและระงับการเส้นทางขนส่งเป็นวงกว้างทั่วเมืองเบอร์ลิน (Berlin) โดยใช้วางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากถึงประมาณ 1,300 นายในการคุ้มกัน
สถานการณ์การบินและการค้าในอ่าวเปอร์เซียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน ซึ่งครั้งหนึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เคยระบุว่าจะจบลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ยังคงติดหล่มอยู่ในวงจรการตอบโต้ทางทหารสลับกับการหยุดชั่วคราวอันเปราะบาง ขณะที่กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต้องเผชิญกับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการส่งออกพลังงานและสร้างความตึงเครียดให้กับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ท่ามกลางฉากหลังทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าว การขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศให้ครอบคลุมมากกว่ากรุงวอชิงตัน (Washington) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักเดิมของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของบรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันมั่งคั่งในตะวันออกกลาง และประเทศเยอรมนี (Germany) ก็ถือเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์สำคัญในเรื่องนี้
ทั้งนี้ ประเทศเยอรมนี (Germany) ได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปให้ได้ภายในปี 2039 เพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งก่อนหน้านี้ในระหว่างการเดินทางเยือนภูมิภาคอ่าวอาหรับในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) เคยระบุว่าเปิดกว้างต่อการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหมกับภูมิภาคนี้
นอกจากนี้ การให้คำมั่นสัญญาลงทุนจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ยังถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนเสถียรภาพของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) และรัฐบาลเยอรมนี หลังจากที่เพิ่งเผชิญมรสุมทางการเมืองอย่างหนักจากการที่พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมนี หรือ AfD (Alternative for Germany) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ได้คะแนนเสียงพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันในการเลือกตั้งระดับรัฐซัคเซิน-อันฮัลท์ (Saxony-Anhalt) เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
นายธานี อัล เซยูดี (Thani Al Zeyoudi) กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า "นี่ถือเป็นโอกาสทางการค้าและการขายอันมหาศาลสำหรับบริษัทด้านกลาโหมของเราหลายแห่ง โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อหรือพัฒนาอุตสาหกรรมและยุทโธปกรณ์จากตลาดเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดหาและป้อนเทคโนโลยีล่าสุดบางส่วนที่เราได้นำไปประยุกต์ใช้จริงแล้วในระหว่างสถานการณ์ความขัดแย้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาให้แก่เยอรมนีด้วย"
แผนการลงทุนล่าสุดของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในครั้งนี้ เป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากเม็ดเงินจำนวน 3.4 หมื่นล้านยูโรที่เคยเข้าไปลงทุนในประเทศเยอรมนี (Germany) ก่อนหน้านี้ ขณะที่ในพื้นที่อื่นของยุโรป ชาติอ่าวอาหรับแห่งนี้ได้ตั้งงบลงทุนในลักษณะเดียวกันไว้กับประเทศอิตาลี (Italy) และจัดสรรงบสูงถึง 5 หมื่นล้านยูโรให้แก่ประเทศฝรั่งเศส (France) ในขณะเดียวกัน UAE ซึ่งจัดเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ก็ได้อัดฉีดเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับประเทศสหรัฐฯ (US) ด้วยเช่นกัน
สำหรับเมืองอาบูดาบี (Abu Dhabi) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ UAE นั้น เป็นแหล่งรองรับปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากถึง 6% ของโลก ทั้งยังเป็นที่ตั้งของกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ที่บริหารจัดการสินทรัพย์มูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ การลงนามให้คำมั่นล่าสุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการใช้อิทธิพลทางการเงินการลงทุนอันมหาศาลนี้เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านกลาโหม ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านขีดความสามารถทางการผลิตและการส่งมอบ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือมาตรการกีดกันการส่งออกใดๆ
"สถานการณ์ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เรากำลังรับมือและบริหารจัดการอยู่" นายธานี อัล เซยูดี (Thani Al Zeyoudi) กล่าว "เรากำลังปรับทิศทางเพื่อก้าวข้ามความท้าทายและผลกระทบที่เกิดจากภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ในภูมิภาค"
เขาระบุเพิ่มเติมว่า เม็ดเงินราว 1 หมื่นล้านยูโรจะถูกจัดสรรลงสู่รัฐบาวาเรีย (Bavaria) โดยส่วนที่เหลือจะถูกกระจายไปยัง "พื้นที่ใดก็ตามที่มีความร่วมมือเกิดขึ้น" โดยได้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่ไปกับระบบโลจิสติกส์และการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมตามแผนการของ UAE ในประเทศเยอรมนี (Germany)
ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นหัวใจหลักในยุทธศาสตร์ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการกระจายโครงสร้างเศรษฐกิจและขยายอิทธิพลทางการเมืองระดับโลก โดย เอ็มจีเอ็กซ์ หรือ MGX ซึ่งเป็นองค์กรการลงทุนด้าน AI หลักของเมืองอาบูดาบี (Abu Dhabi) วางแผนที่จะใช้จ่ายเงินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในบริษัทที่ได้รับเลือกสรรในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าหมายสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
การเดินทางเยือนของผู้นำประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญยิ่ง เนื่องจากผู้นำของทั้ง UAE และประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ต่างพยายามสร้างที่มั่นทางการทูตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นท่ามกลางบรรดากลุ่มประเทศในยุโรป แม้ว่ากรุงวอชิงตัน (Washington) จะยังคงเป็นพันธมิตรหลักของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับก็ตาม
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ในการเดินทางเยือนกรุงปารีส (Paris) เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) มกุฎราชกุมารแห่งประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ได้เปิดตัวข้อตกลงมากมายครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีไปจนถึงกลาโหม ซึ่งรวมถึงโครงการสวนสนุกมูลค่า 6 พันล้านยูโร ซึ่งเกิดขึ้นราว 18 เดือนหลังจากประธานาธิบดีเอ็มมานุเอล มาครง (Emmanuel Macron) แห่งประเทศฝรั่งเศส (France) ร่วมโอบกอดต้อนรับ เชค โมฮัมหมัด (Sheikh Mohamed) ผู้นำ UAE ณ พระราชวังเอลีเซ (Elysee Palace) อย่างอบอุ่น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-10/uae-plans-to-invest-46-billion-in-germany-to-boost-europe-ties?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy