.
'รหัสลับ' และ 'ค่าธรรมเนียม เงินหยวน' หรือ คริปโทฯ ช่วยให้เรือผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ของอิหร่านได้
4-4-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าที่ประสงค์จะเดินทางผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จำเป็นต้องมาจากประเทศที่เป็นมิตร และในบางกรณีอาจต้องชำระค่าธรรมเนียมเป็นสกุลเงินหยวน (Yuan) ของจีน (China) หรือสกุลเงินคริปโต (Crypto) ก่อนที่จะได้รับการคุ้มกันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) ได้รับข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ หลังจากต้องทอดสมอรอท่ามกลางขีปนาวุธและโดรนที่บินผ่านเหนือศีรษะมานานหลายสัปดาห์ ในที่สุดเรือก็สามารถล่องออกจากช่องแคบเข้าสู่มหาสมุทรได้อย่างปลอดภัยภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเรืออิหร่าน (Iran) แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องเปลี่ยนการจดทะเบียนเรือและชักธงชาติปากีสถาน (Pakistan) แทน ตามการระบุของผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม
บริษัทดังกล่าวไม่สามารถรับข้อเสนอนี้ได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มาจากรัฐบาลปากีสถาน โดยอิหร่านได้ตกลงอนุญาตให้เรือสัญชาติปากีสถานจำนวน 20 ลำเดินทางผ่านช่องแคบได้ แต่ทว่าปากีสถานมีเรือที่ชักธงชาติตนเองเพียงไม่กี่ลำในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้รัฐบาลอิสลามาบัด (Islamabad) เริ่มติดต่อกับบริษัทค้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก เพื่อตรวจสอบว่ามีเรือลำใดที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้หากเปลี่ยนมาใช้ธงปากีสถานเป็นการชั่วคราว
แหล่งข่าวระบุว่า ปากีสถานกำลังมองหาเรือขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ในภูมิภาค รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (Supertankers) ที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้ลำละ 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งการจัดเตรียมเส้นทางเดินเรือนี้ถือเป็นวิธีแสดงความสำเร็จของความพยายามทางการทูตในการยุติความขัดแย้ง โดยมีบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่อย่างน้อย 2 แห่งได้รับข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่กระทรวงกิจการทางทะเลของปากีสถาน (Ministry of Maritime Affairs) ยังไม่มีการตอบรับต่อคำขอความคิดเห็น
สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กำลังใช้อำนาจควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของโลก โดยคนในอุตสาหกรรมการเดินเรือและเจ้าหน้าที่รัฐที่มีข้อมูลโดยตรงจากการเจรจาระบุว่า IRGC เริ่มเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมผ่านทาง" (Tolls) จากเรือที่สัญจรผ่าน พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษแก่เรือจากประเทศที่ถือว่าเป็นมิตร ในขณะที่ข่มขู่จะโจมตีเรือจากประเทศที่ถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน
สำนักข่าวกึ่งทางการ Fars รายงานโดยอ้างอิงสมาชิกคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านว่า ได้มีการอนุมัติร่างกฎหมายที่จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ซึ่งปัจจุบันโครงร่างของระบบดังกล่าวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ผู้ประกอบการเรือต้องติดต่อผ่านบริษัทตัวกลางที่เชื่อมโยงกับ IRGC และแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของเรือ, สัญชาติธง, รายการสินค้า, จุดหมายปลายทาง, รายชื่อลูกเรือ และข้อมูลจากระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS)
บริษัทตัวกลางจะส่งข้อมูลไปยังกองบัญชาการจังหวัดฮอร์มุซกาน (Hormozgan Provincial Command) ของกองทัพเรือ IRGC เพื่อตรวจสอบประวัติว่าเรือลำดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับอิสราเอล (Israel) สหรัฐฯ (US) หรือรัฐอื่นๆ ที่อิหร่านถือว่าเป็นศัตรู หากผ่านเกณฑ์การตรวจสอบ การเจรจาเรื่องค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นขึ้น โดยอิหร่านมีการจัดลำดับความสำคัญของประเทศต่างๆ เป็น 5 ระดับ ซึ่งประเทศที่เป็นมิตรจะได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า สำหรับเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาเริ่มต้นมักอยู่ที่ประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ชำระเป็นสกุลเงินหยวน หรือเหรียญคริปโตที่มีมูลค่าคงที่ (Stablecoins)
เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว IRGC จะออกรหัสอนุญาต (Permit code) และคำแนะนำเส้นทาง โดยเรือต้องชักธงชาติของประเทศที่เจรจาข้อตกลงผ่านทาง และเมื่อเข้าใกล้ช่องแคบ เรือต้องประกาศรหัสผ่านทางวิทยุความถี่สูง (VHF) ก่อนที่จะมีเรือตรวจการณ์เข้ามารับเพื่อคุ้มกันผ่านเส้นทางใกล้ชายฝั่งระหว่างกลุ่มเกาะที่ถูกขนานนามในอุตสาหกรรมว่า "ด่านเก็บเงินอิหร่าน" (The Iranian tollbooth)
ในด้านกฎหมาย พื้นฐานการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของอิหร่านยังคงไม่มีความชัดเจน เนื่องจากตามปกติประเทศต่างๆ จะมีเขตแดนทางทะเลเพียง 12 ไมล์ทะเล โดยอิหร่านได้ระบุในจดหมายถึงองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ว่าเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐที่ไม่เป็นศัตรูสามารถผ่านทางได้อย่างปลอดภัย แต่จะจำกัดสิทธิของรัฐที่เป็นผู้รุกราน โดยอ้างว่าเป็นสิทธิในการป้องกันตนเอง เจสัน ชัว (Jason Chuah) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายพาณิชย์และการเดินเรือจาก City University London ระบุว่า ในมุมมองของนักกฎหมายระหว่างประเทศส่วนใหญ่ การกระทำนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ประกอบการเรือต้องเผชิญกับคำถามทางกฎหมายที่ยากลำบากเกี่ยวกับการชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งอาจละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ สหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร (UK) รวมถึงกฎระเบียบป้องกันการฟอกเงิน นอกจากนี้ ค่าประกันภัยยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม เรือบรรทุกน้ำมันของคูเวต (Kuwait) ถูกโจมตีด้วยโดรนใกล้กับดูไบ (Dubai) สร้างความเสียหายและเกิดไฟไหม้ขึ้น แม้สหรัฐฯ จะให้สัญญาเรื่องการคุ้มกันทางเรือ แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของเรือได้
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวเมื่อคืนวันอังคารว่าต้องการยุติสงครามกับอิหร่านภายใน 2-3 สัปดาห์ ไม่ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดหรือไม่ก็ตาม แต่หลังจากคำพูดดังกล่าว อิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยหนึ่งในนั้นโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในเขตน่านน้ำกาตาร์ (Qatar) เมื่อเช้าวันพุธ ทรัมป์จึงระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อช่องแคบถูกเปิดออกเท่านั้น
บาซิล เจอร์มอนด์ (Basil Germond) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศจาก Lancaster University ระบุว่า การมีข้อตกลงผ่านทางที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านไม่ได้หมายความว่าอันตรายจะลดลง "เพื่อให้แนวทางนี้ได้ผล เตหะรานจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการข่มขู่เรือพาณิชย์อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจำเป็นต้องโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเป็นระยะๆ เพื่อยืนยันอิทธิพลของตนเอง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-01/strait-of-hormuz-ships-paying-iran-yuan-and-crypto-tolls-for-safe-passage?fromMostRead=true