ทรัมป์สั่งเก็บภาษียานำเข้า 100%
ทรัมป์สั่งเก็บภาษียานำเข้า 100% บีบบริษัทยาข้ามชาติย้ายฐานผลิตเข้าสหรัฐฯ แลกสิทธิภาษี 0% เว้นดีลพิเศษ อังกฤษ–EU–ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้
4-4-2026
Yahoo Finance รายงานโดยอ้าง BBC NEWS ว่า ยาที่ได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตร (Patented medicines) ที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ (US) จะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรสูงถึง 100% เว้นแต่บริษัทผู้ผลิตจะยินยอมทำข้อตกลงกับรัฐบาล ตามการเปิดเผยของทำเนียบขาว (White House)
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกคำสั่งบังคับใช้มาตรการภาษีดังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่เคยข่มขู่ไว้เป็นเวลานาน โดยทำเนียบขาวระบุว่าเป้าหมายของภาษีนี้คือการลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติ ด้วยการส่งเสริมการผลิตยาสามัญที่สำคัญภายในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม นัยสำคัญของความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ในขณะนี้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้กับยาสามัญ (Generic medicines) ซึ่งเป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในสหรัฐฯ
ขณะนี้ผู้ผลิตยารายใหญ่หลายรายได้บรรลุข้อตกลงที่จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากภาษีดังกล่าวแล้ว และคาดว่าจะมีบริษัทอื่นๆ ดำเนินการตามในสัปดาห์ต่อๆ ไป "เป้าหมายคือการดึงบริษัทที่เหลือเข้าสู่โต๊ะเจรจา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของอำนาจต่อรอง" ฌอน ซัลลิแวน (Sean Sullivan) ศาสตราจารย์จาก University of Washington และ London School of Economics กล่าว
ทำเนียบขาวระบุว่า บริษัทที่ให้คำมั่นว่าจะเริ่มการผลิตใหม่ในสหรัฐฯ ก่อนสิ้นสุดวาระของทรัมป์ในเดือนมกราคม 2029 จะเผชิญกับภาษีเพียง 20% และอัตราภาษีจะลดลงเหลือ 0% หากบริษัทเหล่านั้นทำข้อตกลงด้านราคากับรัฐบาล ซึ่งในข้อตกลงก่อนหน้านี้ บริษัทต่างๆ ยินยอมที่จะขายยาบางส่วนให้กับโครงการประกันสุขภาพของรัฐ เช่น Medicaid ในราคาที่เทียบเท่ากับราคาในตลาดต่างประเทศบางแห่ง
นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะยังคงรักษาระดับภาษีที่ต่ำกว่าตามข้อตกลงที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้วกับพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ ยุโรป (Europe), สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland), สหราชอาณาจักร (UK), เกาหลีใต้ (South Korea) และญี่ปุ่น (Japan)
โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงที่จะคงภาษีนำเข้ายาจากอังกฤษเข้าสู่อเมริกาไว้ที่ 0% ภายใต้ข้อตกลงนั้น สหราชอาณาจักรจะยอมจ่ายค่ายาผ่านระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) ในราคาที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับการรับประกันว่าภาษีนำเข้ายาของสหรัฐฯ สำหรับยาที่ผลิตในสหราชอาณาจักรจะคงอยู่ที่ 0% เป็นเวลาสามปี ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเรียกความร่วมมือนี้ว่าเป็น "ชัยชนะสำหรับคนไข้ ธุรกิจ และเศรษฐกิจของอังกฤษ"
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่จะมีเวลา 120 วันในการทำข้อตกลงกับรัฐบาล ส่วนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมจะมีเวลา 180 วัน "พวกเขาได้รับการเตือนมานานพอแล้ว ดังนั้นเรากำลังก้าวไปข้างหน้าและดำเนินการทันที" เจ้าหน้าที่กล่าว
ริชาร์ด แฟรงค์ (Richard Frank) ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายสุขภาพจากสถาบัน Brookings (Brookings Institution) ให้ความเห็นว่าเป็นการยากที่จะประเมินผลกระทบของคำสั่งนี้ เนื่องจากยังมีคำถามเกี่ยวกับขอบเขตการบังคับใช้ เช่น จะมียากี่ชนิดที่ได้รับยกเว้น และจะมีกี่บริษัทที่ยอมทำข้อตกลงในที่สุด
เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้บริษัทใหญ่หลายแห่งจะลงนามไปแล้ว แต่ธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาษี ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ แม้รัฐบาลทรัมป์ต้องการเห็นการผลิตในสหรัฐฯ มากขึ้น แต่นั่นมักจะมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวอ้างว่าการข่มขู่ด้วยภาษีได้กระตุ้นให้บริษัทยาให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ แล้วกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ โดยอัตราภาษีที่ลดลงนี้จะหมดอายุลงหลังจากทรัมป์พ้นจากตำแหน่งในเดือนมกราคม 2029
ในอีกด้านหนึ่ง ทำเนียบขาวยังได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขภาษีศุลกากรสำหรับเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง โดยรวมถึงการตัดสินใจยกเลิกการเก็บภาษีโลหะสำหรับรายการสินค้าที่ไม่มีส่วนประกอบของโลหะเหล่านั้นในปริมาณที่มีนัยสำคัญ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://finance.yahoo.com/economy/policy/articles/pharmaceuticals-face-100-tariffs-us-211124535.html