ทิศทางทองคำปี 2026 StoneX ชี้สู่ยุคตัวลดความเสี่ยง
ทิศทางทองคำปี 2026 StoneX ชี้ทองคำเข้าสู่ยุค "ตัวลดความเสี่ยง" ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะ และศึกภูมิรัฐศาสตร์โลก
18-5-2026
Money Metals รายงานว่า ในการสัมภาษณ์เชิงลึกผ่านรายการ Money Metals Podcast นายไมค์ มาฮาร์เรย์ (Mike Maharrey) ผู้ดำเนินรายการ ได้สนทนากับ นางโรนา โอคอนเนลล์ (Rhona O’Connell) ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ตลาดแห่ง StoneX เกี่ยวกับปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทองคำและเงินในปี 2026 โดยนางโอคอนเนลล์ (O’Connell) ผู้นำประสบการณ์กว่า 40 ปีในวงการโลหะมีค่ามาอธิบายถึงสาเหตุที่ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-haven) ที่สำคัญในช่วงเวลาที่เกิดเงินเฟ้อ ความไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาวะตึงเครียดในตลาดการเงิน
นางโอคอนเนลล์ (O’Connell) เริ่มต้นด้วยการแนะนำ StoneX บริษัทบริการทางการเงินระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1923 โดย นายเอฟ.ซี. สโตน (F.C. Stone) อดีตพนักงานขายไข่แบบเคาะประตูบ้านในชิคาโก ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในชื่อ INTL FCStone ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งตลาดสินค้าโภคภัณฑ์, โลหะมีค่า, เกษตรกรรม, หุ้น, พลังงาน และระบบการชำระเงินระดับโลก โดยเธอเรียก StoneX ว่าเป็น "บริษัทที่ใหญ่ที่สุดที่คุณไม่เคยได้ยินชื่อ" เพื่อสะท้อนถึงบทบาทที่แข็งแกร่งในระดับสถาบันแม้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้างน้อยกว่าก็ตาม นอกจากนี้เธอยังแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่เริ่มต้นในปี 1981 ณ Consolidated Gold Fields ซึ่งในขณะนั้นเป็นบริษัทขุดทองรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจาก Anglo American โดยเธอได้ทำงานวิจัยความเป็นไปได้ของแร่เงินและกลุ่มโลหะแพลทินัมในระยะยาวท่ามกลางความผันผวนหลังยุคทองคำบูมในปี 1980 ซึ่งประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทำให้เธอมีความเข้าใจตลาดในเชิงปฏิบัติที่นักวิเคราะห์หลายคนไม่มี
ประเด็นสำคัญจากการสัมภาษณ์คือบทบาทที่เปลี่ยนไปของทองคำในพอร์ตการลงทุน โดยนางโอคอนเนลล์ (O’Connell) อธิบายว่า แม้ในอดีตทองคำจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation hedge) แต่ในปัจจุบันนักลงทุนมืออาชีพมองทองคำเป็น "ตัวลดความเสี่ยง" (Mitigator of risk) มากยิ่งขึ้น เธอยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หากปรับมูลค่าตามดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐฯ (CPI) ราคาทองคำที่เคยพุ่งสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 1980 จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับ 3,590 ดอลลาร์ในปัจจุบัน ซึ่งราคาทองคำได้ทะลุระดับที่ปรับตามเงินเฟ้อดังกล่าวไปแล้วในเดือนเมษายน 2025 อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่าไม่ควรเปลี่ยนมุมมองต่อทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS) มักให้การป้องกันโดยตรงได้มากกว่า แต่มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่การเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน ซึ่งการเพิ่มทองคำเพียงเล็กน้อยจะช่วยปรับปรุง "ขอบเขตที่มีประสิทธิภาพ" (Efficient Frontier) ให้ดีขึ้น ทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าในระดับความเสี่ยงที่เท่าเดิม
ต่อข้อซักถามของนายมาฮาร์เรย์ (Maharrey) เกี่ยวกับสาเหตุที่ราคาทองคำบางครั้งปรับตัวลดลงในช่วงที่ตลาดหุ้นพังพินาศ นางโอคอนเนลล์ (O’Connell) อธิบายว่าในช่วงที่ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนก นักลงทุนมักจะขายทองคำออกมาชั่วคราวเพื่อระดมเงินสดไปวางหลักประกันเพิ่ม (Margin calls) เนื่องจากทองคำเป็นหนึ่งในตลาดที่มีสภาพคล่องสูงและลึกที่สุดในโลก จึงสามารถหาผู้ซื้อได้เสมอแม้ในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังทรุดตัว โดยปริมาณการซื้อขายทองคำรายวันนั้นเป็นรองเพียงดัชนี S&P 500 และบางครั้งอาจสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) ด้วยซ้ำ ทองคำจึงทำหน้าที่เหมือนกรมธรรม์ประกันภัย ดังตัวอย่างในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ราคาทองคำลดลงประมาณ 7% ในช่วงแรกแต่สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 6 สัปดาห์ ขณะที่โลหะอุตสาหกรรมและดัชนี S&P 500 ต้องใช้เวลานานกว่ามากในการฟื้นตัว
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ นางโอคอนเนลล์ (O’Connell) ระบุว่าความไม่แน่นอนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะความขัดแย้งในประเทศอิหร่าน (Iran) และการกลับมามีบทบาททางการเมืองของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งส่งผลให้ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าว (Headline-driven) นักลงทุนจึงมีความระมัดระวังในการวางเงินทุนเนื่องจากทิศทางตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันทีตามสถานการณ์โลกและสัญญาณจากธนาคารกลาง โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทองคำมีการซื้อขายในกรอบแคบเพียง 5% ขณะที่แร่เงินมีความผันผวนสูงกว่าในกรอบ 12%
ด้านนโยบายการเงิน เธอเห็นพ้องว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังติดกับดักระหว่างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาระหนี้ที่ไม่ยั่งยืน โดยระดับหนี้ต่อ GDP ของสหรัฐฯ (U.S. Debt-to-GDP) อยู่ที่ประมาณ 110% ขณะที่เงินเฟ้อ (PCE) ยังคงอยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% เธอตั้งข้อสังเกตว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งอาจเกิดขึ้นได้หากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เช่น กรณีของนางลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการ Fed ที่หากมีการแทรกแซงทางการเมืองจนทำลายความเป็นอิสระของ Fed จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ เธอยังเตือนถึงความเสี่ยงในระบบ "ธนาคารเงา" (Shadow Banking) และตลาดสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) ที่มีมูลค่าสูงถึง 2-10 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งยังขาดการกำกับดูแลที่เพียงพอและอาจเกิดปัญหาสภาพคล่องได้ เช่นเดียวกับสัญญาณเตือนก่อนวิกฤตซับไพรม์ในปี 2007 โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธาน Fed ก็ได้แสดงความกังวลต่อเรื่องนี้เช่นกัน ความเปราะบางของระบบเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนการถือครองทองคำในระยะยาว
ในช่วงท้าย นางโอคอนเนลล์ (O’Connell) ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเหรียญทองคำที่ชื่นชอบในเชิงศิลปะการออกแบบ อาทิ Pamp Suisse Cornucopia, Austrian Vienna Philharmonic, Chinese Panda และ Australian Koala ขณะที่นายมาฮาร์เรย์ (Maharrey) ชื่นชอบ South African Krugerrand เป็นพิเศษเนื่องจากเป็นมรดกทางความคิดจากคุณปู่ของเขา ซึ่งนางโอคอนเนลล์ (O’Connell) ได้ย้อนรอยประวัติศาสตร์ของสโลแกน "ทองคำคือเงินที่คุณเชื่อถือได้" (Gold is money you can trust) ที่เชื่อมโยงกับการก่อตั้ง World Gold Council ในยุคแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ โดยสรุปว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ทางการเงินเพียงไม่กี่ชนิดที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยตรงของรัฐบาลและธนาคารกลางอย่างแท้จริงในปี 2026
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/05/09/gold-price-outlook-2026-safe-haven-demand-and-financial-risks-004904