.
จีนควบคุมราคาน้ำมันโลกได้อย่างไร?
30-5-2026
สำนักข่าว Axios รายงานว่า จีน (China) ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญอย่างไม่คาดคิดในการช่วย “กดเพดาน” ราคาน้ำมันโลกในช่วงสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยการลดการนำเข้าน้ำมันดิบลงอย่างมีนัยสำคัญ และหันมาใช้กลไกภายในประเทศเพื่อบริหารจัดการอุปทานพลังงาน แทนการดึงน้ำมันจากตลาดโลกเพิ่มเติม
ประเทศจีน (China) ได้สร้างสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดครั้งหนึ่งในสงครามอิหร่าน (Iran) และกำลังสร้างความงุนงงให้แก่บรรดานักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ ความสำคัญของเรื่องนี้คือ นับตั้งแต่การเริ่มต้นของความขัดแย้ง จีนได้ปรับลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบลงอย่างรวดเร็ว และสิ่งนี้ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยกดดันไม่ให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น
ภาพรวมเชิงวิเคราะห์: "หากการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนยังคงอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนสงคราม ราคาน้ำมันในปัจจุบันจะสูงกว่าที่เป็นอยู่อย่างมีนัยสำคัญอย่างแน่นอน" ซาลีห์ ยิลมาซ (Salih Yilmaz) นักวิเคราะห์น้ำมันอาวุโสจาก Bloomberg Intelligence กล่าว โดยระบุว่าประเทศจีน "น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดเพียงประการเดียวที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งสูงขึ้นมากนักในระหว่างที่เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)"
ความน่าสนใจเชิงลึก: จีนดำเนินการสิ่งนี้ได้อย่างไร? ยิลมาซ (Salih Yilmaz) กล่าวว่า "ระบบคลังสำรองของจีนมีความโปร่งใสน้อยมาก" โดยเขาชี้แจงว่า บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ทำได้เพียงติดตามถังเก็บน้ำมันที่มองเห็นได้และเส้นทางการเดินเรือของเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น แต่คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ใต้ดินขนาดมหึมาของจีนและคลังเก็บน้ำมันอื่นๆ เป็นสิ่งที่สังเกตและตรวจสอบได้ยากกว่ามาก นอกเหนือจากนี้ มีรายงานว่าจีนยังคงสามารถจัดซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่าน (Iran) ได้บางส่วน
สถานการณ์ปัจจุบัน: นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้ถูกปิดตัวลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณอุปทานน้ำมันดิบของโลกหายไปถึงร้อยละ 20 แม้ว่าในปัจจุบันราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ก็ยังห่างไกลจากระดับที่มีการคาดการณ์ไว้ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง
ข้อมูลล่าสุด: ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent crude) ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงสากล ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าในการขยายเวลาหยุดยิง ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นการปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 30 นับตั้งแต่เริ่มต้นปี ทว่าก่อนหน้านี้บรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
เจาะลึกรายละเอียด: ก่อนเกิดสงคราม จีนเคยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ในเดือนเมษายน ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงเหลือ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามที่ มิชาล เมดาน (Michal Meidan) หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจีนจากสถาบันการศึกษาพลังงานแห่งอ็อกซ์ฟอร์ด (Oxford Institute for Energy Studies) ระบุในรายงานฉบับใหม่ และคาดว่าในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ตัวเลขจะปรับลดลงเหลือเพียง 6.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การลดปริมาณนำเข้านี้ช่วยควบคุมความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกและลดแรงกดดันที่จะทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้น
ที่น่าสังเกตคือ จีนดำเนินการเรื่องนี้ได้โดยไม่มีการระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ที่สามารถสังเกตเห็นได้เลย โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้โรงกลั่นน้ำมันต่างๆ ดำเนินการดึงน้ำมันจากคลังสำรองเชิงพาณิชย์ (commercial reserves) ออกมาใช้ ทว่าคลังสำรองที่มองเห็นได้กลับปรับตัวลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนับตั้งแต่เดือนมีนาคม (March) เป็นต้นมา
กลไกการทำงาน: จีนได้ดึงเครื่องมือทางเลือกอื่นๆ มาใช้ในการจัดการกับภาวะขาดแคลนดังกล่าว ประกอบด้วย:
จีนได้หยุดการจัดซื้อน้ำมันอย่างรุนแรงเพื่อสะสมในคลังสำรองสำหรับรองรับวิกฤตการณ์ในอนาคต (rainy day stockpiles)
โรงกลั่นน้ำมันต่าง ๆ ได้ปรับลดกำลังการกลั่นน้ำมันดิบลง พร้อมทั้งเปลี่ยนสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น
การหันไปใช้ถ่านหิน (coal) ในการผลิตสารเคมีบางประเภททดแทนการใช้น้ำมัน
จีนได้ประกาศระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นสำเร็จรูปบางประเภทเป็นการชั่วคราว
ประเด็นที่ต้องจับตา: จีนจะสามารถรักษาสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปได้อีกนานเพียงใด โดยไม่มีการดึงน้ำมันดิบจากคลังสำรองออกมาใช้อย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่มีการกลับมานำเข้าน้ำมันในปริมาณที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ตรวจสอบข้อเท็จจริงในตลาด: ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ (IEA) ได้ออกมาเตือนเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า คลังสำรองน้ำมันทั่วโลกกำลังถูกระบายออกในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผู้บริหารของบริษัท Exxon Mobil ก็ได้ระบุเช่นกันว่า "เรากำลังเข้าใกล้ระดับคลังสำรองในจุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน"
การวิเคราะห์เชิงลึก: จีนได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วในลักษณะที่คล้ายกับ "ผู้เตรียมพร้อมรับวันสิ้นโลก" (doomsday prepper) หากจะยืมการเปรียบเปรยมาจากหนังสือเล่มใหม่ของ ซูมายา เคย์เนส (Soumaya Keynes) และ แชด โบว์น (Chad Bown) ในชื่อ "How to Win a Trade War" โดยประเทศจีนได้เร่งสะสมคลังสำรองและก่อสร้างโรงเก็บเพื่อกักเก็บน้ำมันดิบเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตมาเป็นเวลาหลายปี
นอกจากนี้ จีนเป็นผู้จัดซื้อน้ำมันดิบปริมาณมากจากประเทศอิหร่าน (Iran) และเฝ้าติดตามสถานการณ์การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ (US) ที่รัดตรึงพันธมิตรของตนอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ มาเป็นเวลาหลายปี โดยนักวิเคราะห์จาก Rystad Energy ระบุในบันทึกเมื่อเดือนกันยายน 2025 ว่า ในปีที่ผ่านมา จีนได้ซื้อน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลเพื่อสะสมในคลังสำรองจนส่งผลเป็นการช่วยพยุงราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งเป็นภาพที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ประสบความล้มเหลวในการเติมเต็มคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของตนในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดต่ำลงในปีที่แล้ว
บทสรุปสำคัญ: จีนถือเป็นผู้กุมข้อได้เปรียบและอำนาจต่อรองในตลาดน้ำมันดิบ (crude leverage) อย่างแท้จริง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.axios.com/2026/05/29/china-oil-iran-war?utm_campaign=mrf-utm_campaign=editorial&utm_source=x&utm_medium=owned_social&utm_source=twitter&utm_medium=social&mrfcid=202605296a0e83421dc592453cd90ee6