.
ไต้หวันเร่งเสริมคลังขีปนาวุธ รับความไม่แน่นอนจากสหรัฐ-แรงกดดันจีน
10-6-2026
Asia Times รายงานว่า ประเทศไต้หวันกำลังเร่งติดอาวุธให้ตนเองอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สัญญาณที่ผันผวนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ทั้งการระงับข้อตกลงซื้อขายอาวุธและการมองไต้หวันเป็นเพียง “ชิปต่อรอง” (Negotiating Chip) บีบให้รัฐบาลไทเปต้องวางแผนรับมือสถานการณ์ที่อาจปราศจากการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น การที่สหรัฐฯ ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสงครามอิหร่าน (Iran War) ประกอบกับประเทศจีน (China) ที่ทวีความแข็งกร้าว ส่งผลให้ไต้หวันจำเป็นต้องปรับโครงสร้างยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศเพื่อเผชิญหน้ากับยุคสมัยที่มีความไม่แน่นอนสูง
ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ประจำเดือนนี้ ไต้หวันกำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ด้วยการขยายคลังขีปนาวุธต่อต้านเรือรบให้มากกว่า 1,800 ลูกภายในต้นปี 2029 เพื่อสกัดกั้นการปิดล้อมหรือการบุกโจมตีจากจีน โครงการสะสมอาวุธขนานใหญ่นี้พึ่งพาการจัดซื้อขีปนาวุธครูซล้ำสมัยรุ่น Harpoon จากสหรัฐฯ จำนวน 400 ลูก มีกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2026 ถึงเดือนมีนาคม 2029 ควบคู่กับการเร่งกำลังการผลิตขีปนาวุธระดับก้าวหน้าในประเทศรุ่น Hsiung Feng II และ Hsiung Feng III อีกประมาณ 1,000 ลูก โดยกองทัพไต้หวันจะกระจายอาวุธนำวิถีโจมตีระดับเหนือผิวน้ำ (Sea-skimming) ความแม่นยำสูงเหล่านี้บนฐานยิงเคลื่อนที่ภาคพื้นดินเพื่อสถาปนา "เขตสังหาร" (Kill Zone) แบบอสมมาตร (Asymmetric Strategy) ในช่องแคบไต้หวัน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของประเทศยูเครน (Ukraine) ในการใช้โดรนทางเรือโจมตีรัสเซีย (Russia) และความทนทานของประเทศอิหร่าน (Iran) ภายใต้การระดมทิ้งระเบิด โดยมุ่งเน้นสร้างความเสียหายรุนแรงในระยะเริ่มแรกเพื่อทำลายขีดความสามารถในการยกพลขึ้นบกของกองเรือบุกโจมตี มากกว่าการทำลายกองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLAN) ทั้งหมด และเพื่อบูรณาการอำนาจการยิงชายฝั่งกับระบบโดรนโจมตีทางอากาศ ไต้หวันจะเปิดตัวหน่วยบัญชาการสงครามชายฝั่งร่วม (Littoral Combat Command) อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อสกัดกั้นและถ่วงเวลาไม่ให้ผู้รุกรานยึดพื้นที่สำเร็จ มุ่งซื้อเวลาให้พันธมิตรเข้ามาแทรกแซงในช่วงสงครามยืดเยื้อที่ต้องหักล้างทำลายกำลังบำรุง (War of Attrition) อย่างไรก็ดี คำถามสำคัญคือขีดความสามารถภายในประเทศที่เน้นระบบขีปนาวุธนี้ จะชดเชยความไม่แน่นอนของความพร้อมในการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐฯ ได้หรือไม่
ทั้งนี้ ความพยายามจัดหาขีปนาวุธเพิ่มเติมของไต้หวัน เกิดขึ้นทันทีหลังรัฐบาลทรัมป์สั่งระงับแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย พลเรือโท ฮัง เกา (Hung Cao) รักษาการปลัดกระทรวงทหารเรือสหรัฐฯ ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการบริการติดอาวุธแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ (US Senate Armed Services Committee) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า การระงับมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรองอาวุธไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน แต่ย้ำว่าการขายอาวุธให้ต่างประเทศ (Foreign Military Sales) จะดำเนินต่อเมื่อรัฐบาลทรัมป์เห็นว่าจำเป็น ซึ่งบทความวิเคราะห์ของ รัช โดชิ (Rush Doshi) และ เดวิด แซคส์ (David Sacks) ที่ตีพิมพ์โดยสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุว่า การระงับนี้อาจกระทบต่อการขายระบบขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot PAC-3, ระบบขีปนาวุธพื้นสู่อากาศขั้นสูง (NASAMS) ตลอดจนขีปนาวุธต่อต้านรถถังรุ่น TOW และ Javelin
นอกจากนี้ วิลล์ สมิธ (Will Smith) และ ไมเคิล โคเฮน (Michael Cohen) ระบุในบทความของสถาบันสติมสัน (Stimson) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า ภายใน 2 วันแรกของสงครามอิหร่าน สหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ไปแล้วประมาณ 1,300 ลูก คิดเป็นร้อยละ 60 ของคลังแสงทั้งหมด และเทียบเท่าปริมาณการผลิตนานกว่าสองปีตามอัตราปี 2025 พร้อมเสริมว่าอาจต้องใช้เวลา 2 ถึง 3 ปีในการฟื้นฟูคลังอาวุธสกัดกั้น ซึ่งสร้าง "หน้าต่างแห่งความเปราะบาง" (Window of Vulnerability) ต่อความขัดแย้งในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก และเป็นปัจจัยให้รัฐบาลทรัมป์นำมาคำนวณนโยบายต่อไต้หวัน สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อเดือนที่แล้วว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดแยกตัวเป็นอิสระ และเราต้องเดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อทำสงคราม ข้าพเจ้าต้องการให้พวกเขาลดความร้อนแรงลง ต้องการให้ประเทศจีนลดความตึงเครียดลง" พร้อมระบุว่าเขาอาจจะอนุมัติหรือไม่พิจารณาอนุมัติข้อตกลงขายอาวุธ เนื่องจากไต้หวันเป็น “ชิปต่อรองที่ดีมาก” สะท้อนแนวนโยบายต่างประเทศเชิงธุรกิจ (Transactional Foreign Policy)
อย่างไรก็ตาม นาย มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐฯ (US Senate Foreign Relations Committee) ในเดือนนี้ว่า นโยบายของสหรัฐฯ ในการรักษาสถานภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ของไต้หวันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียดอ่อน ในทางตรงกันข้าม ประเทศจีนกลับเด็ดเดี่ยวในจุดยืน โดยสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) รายงานในเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งจีน เน้นย้ำว่า "การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน" กับสันติภาพในช่องแคบนั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้เปรียบเสมือน "ไฟกับน้ำ" การตัดสินใจชะลอการขายอาวุธของรัฐบาลทรัมป์จึงส่งสัญญาณที่สร้างความสับสนต่อสากล เนื่องจากที่ผ่านมา การขายอาวุธเป็นเครื่องมือหลักที่สหรัฐฯ ใช้แสดงพันธกรณีปกป้องไต้หวันโดยหลีกเลี่ยงการรับรองอธิปไตยทางการหรือการแทรกแซงทางทหารโดยตรง
สอดคล้องกับที่ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) แห่งไต้หวัน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งอ้างอิงโดยสำนักข่าวโปลิติโก (Politico) ว่า จีนไม่เคยละทิ้งความตั้งใจผนวกไต้หวันด้วยกำลัง และเดินหน้าขยายขีดความสามารถทางทหารเพื่อเปลี่ยนสถานภาพที่เป็นอยู่ การที่สหรัฐฯ ขายอาวุธและกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงต่อเนื่องจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรักษาสันติภาพภูมิภาค แต่ด้วยช่องว่างด้านขีดความสามารถทางทหารของสหรัฐฯ จากสงครามอิหร่านและการระงับขายอาวุธอย่างไม่มีกำหนด ไทเปจึงต้องจัดสรรเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมขีปนาวุธ ศักยภาพการโจมตีระยะไกล และสร้างพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ
ความพยายามเหล่านี้นับเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของไต้หวัน จากเดิมที่พึ่งพิงการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ไปสู่การพัฒนาศักยภาพการป้องปรามภายในประเทศตนเองเพื่อต้านทานการถูกปิดล้อม สงครามยืดเยื้อ และความไม่แน่นอนทางการเมือง แทนที่จะฝากความหวังไว้กับการแทรกแซงของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการป้องกันประเทศที่พึ่งพาตนเองได้เพื่อเพิ่มต้นทุนความสูญเสียต่อจีนหากคิดรุกราน ผ่านขีปนาวุธ ลูกกระสุน และขีดความสามารถอสมมาตรที่ผลิตเอง ทว่า แนวทางนี้ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดย จอห์น ด็อตสัน (John Dotson) ระบุในบทความของสถาบันไต้หวันโลก (Global Taiwan Institute - GTI) เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ว่า การระงับขายอาวุธก่อนการประชุมสุดยอดทางการทูตสร้างความไม่แน่นอนต่อกรอบเวลาส่งมอบ และเนื่องจากแรงกดดันทางการทูตจากจีน สหรัฐฯ จึงยังเป็นประเทศผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่รายเดียวที่เต็มใจขายอาวุธให้ไต้หวัน
นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในจากสภาวะฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาจากต่างพรรค (Divided Government) ส่งผลให้สภานิติบัญญัติที่ควบคุมโดยพรรคฝ่ายค้านปิดกั้นร่างงบประมาณพิเศษด้านการป้องกันประเทศมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เสนอโดยฝ่ายบริหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เงินทุนสำหรับระบบอาวุธอสมมาตรต้องชะงักงัน ในท้ายที่สุด ท่ามกลางขอบเขตทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่แคบลง (Strategic Bandwidth Narrows) และจีนที่เพิ่มแรงกดดัน ความมั่นคงระยะยาวของไต้หวันอาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างระบบป้องปรามที่ยืดหยุ่นและพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้ต้านทานการโจมตีและยืนหยัดอยู่รอดเหนือความไม่แน่นอนทางการเมืองทั้งปวง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/06/taiwan-racing-to-arm-itself-as-us-reliability-wanes/