.
เสียงปืนเงียบลง ขณะที่กาตาร์เร่งฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
11-7-2026
ตลอดช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางค่อนข้างสงบ หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีกันอย่างรุนแรงเป็นเวลาสองวัน โดยล่าสุดกระแสข่าวก่อนตลาดการเงินเปิดกลับมาเน้นประเด็นว่า "สันติภาพอาจเกิดขึ้นอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้" ขณะที่ประเทศตัวกลางกำลังเร่งผลักดันให้การทูตกลับมาเดินหน้าต่อ
หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า กาตาร์ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางจัดทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อเดือนก่อน กำลังหารือกับทั้งสองฝ่ายเพื่อหาทางลดความตึงเครียด ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ 2 คนที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาและขอไม่เปิดเผยชื่อ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาค ได้แก่ บาห์เรน คูเวต และจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ต่างระบุว่าตกเป็นเป้าการโจมตีจากอิหร่าน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการสู้รบจะดูเหมือนสงบลงในวันศุกร์ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าความพยายามไกล่เกลี่ยครั้งล่าสุดจะสามารถป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกได้หรือไม่
รายงานของ The New York Times ระบุว่า สถานการณ์ในขณะนี้เป็นเหมือน "การทดสอบกำลังและความอดทนที่อันตราย" โดยแต่ละฝ่ายพยายามแสดงให้เห็นว่าตนสามารถรับมือกับการโจมตีของอีกฝ่ายและตอบโต้กลับได้อย่างรุนแรง โดยไม่ทำให้สถานการณ์ลุกลามกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน Bloomberg รายงานว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพถาวรยังคงดำเนินต่อไป ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แม้ว่าจะเพิ่งเกิดการปะทะกันเป็นเวลาสองวันที่เกือบทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางล่มสลาย
Bloomberg ยังระบุว่า ความตึงเครียดครั้งล่าสุดอาจกระทบต่อความพยายามในการฟื้นฟูปริมาณน้ำมันสำรองของโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ สำนักงานพลังงานสากล (IEA) กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ราคาน้ำมันทรงตัวในวันศุกร์ หลังจากผันผวนอย่างหนักตลอดทั้งสัปดาห์ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วหลังการหยุดยิง แต่ราคาน้ำมันเบนซินกลับลดลงช้ากว่า ส่งผลให้นักลงทุนบางรายเริ่มซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่อาจยังอยู่ในระดับสูงกว่าคาด นอกจากนี้ Reuters รายงานล่าสุดว่า คณะผู้แทนเจรจาของกาตาร์ได้เดินทางถึงอิหร่านแล้ว เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเร่งลดความตึงเครียดในทันที และสร้างเงื่อนไขสำหรับการเจรจาในวงกว้างต่อไป
ถึงแม้จะมีความคืบหน้าทางการทูต แต่สถานการณ์ยังคงเปราะบาง และมีความเสี่ยงที่สงครามเต็มรูปแบบจะปะทุขึ้นอีกได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ หน่วยงาน UK Maritime Trade Operations (UKMTO) ยังคงเตือนว่าภัยคุกคามต่อเรือพาณิชย์ใน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังอยู่ในระดับสูงสุด
ด้านอิหร่าน พิธีฝังศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับ ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ขณะที่ พลตรี อาห์หมัด วาฮิดี ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อการลอบสังหารผู้นำสูงสุด โดยกล่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะ "ไม่มีวันถูกลบออกจากความทรงจำของประวัติศาสตร์"
เขายังเรียกร้องให้มี "การนำความยุติธรรมมาบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ และการตอบโต้ที่สาสมต่ออาชญากร โดยเฉพาะกองทัพอเมริกันผู้สังหารเด็ก"
สื่อของอิหร่านอ้างว่ามีประชาชนเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยและพิธีศพของคาเมเนอีตลอดระยะเวลา 6 วัน รวมประมาณ 41–43 ล้านคน แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งข้อมูลอิสระ.
ขณะเดียวกัน ยังมีบางฝ่ายที่ ไม่ได้ต้องการเห็นข้อตกลงสันติภาพถาวรกับอิหร่านในเวลานี้ โดยเฉพาะจากความกังวลที่ยังคงมีอยู่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลาม
The Wall Street Journal รายงานเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีว่า อิสราเอลได้ส่งข้อมูลข่าวกรองชุดใหม่ให้กับทำเนียบขาว ซึ่งอ้างว่าพบหลักฐานเกี่ยวกับ แผนการใหม่ของอิหร่านในการลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ช่วงเวลาที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยถือว่าน่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่บนทางแยกว่าจะ กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หรือ หวนกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอีกครั้ง
รายงานระบุว่า "อิสราเอลได้แบ่งปันข่าวกรองใหม่กับสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่ามีแผนการใหม่จากอิหร่านในการลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์" โดยแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องกล่าวว่า หากเป็นความจริง จะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานอย่างมีนัยสำคัญ
อิหร่านเคยประกาศมาโดยตลอดว่าจะ แก้แค้นต่อทรัมป์ จากกรณีที่เขาสั่งปฏิบัติการสังหาร พลเอกกอเซ็ม โซไลมานี (Qassem Soleimani) ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
ด้านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงวอชิงตันปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติยังไม่ได้ตอบคำร้องขอความเห็น ส่วนทำเนียบขาวได้อ้างถึงคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันพุธแทนการให้คำตอบใหม่
บทวิเคราะห์ระบุว่า อิสราเอลยังคง ไม่พอใจอย่างมาก กับเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่เคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ จึงมีแรงจูงใจที่จะผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทในความขัดแย้งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หลายคนในรัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะตระหนักถึงประเด็นนี้ จึงอาจมอง คำเตือนด้านข่าวกรองฉบับใหม่ ซึ่งถูกเปิดเผยต่อสื่ออย่างรวดเร็ว ด้วยความระมัดระวังและตั้งข้อสงสัยในระดับหนึ่ง
แม้จะเกิดการโจมตีตอบโต้กันตลอดสองวันที่ผ่านมา แต่สหรัฐฯ ก็ยังยืนยันอย่างค่อนข้างน่าประหลาดใจว่า การเจรจาทางเทคนิค (technical talks) กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป
Bloomberg รายงานเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีว่า "การหารือทางเทคนิคระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป" โดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้พูดต่อสาธารณะเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เจ้าหน้าที่รายเดียวกันย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะหาทางออกผ่านการเจรจากับอิหร่าน แม้ว่าความขัดแย้งในช่วงสองวันที่ผ่านมาจะเกือบทำให้ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางต้องพังทลายลงก็ตาม.
ที่มา Zerohedge