.
ฮ่องกงได้เปิดตัวระบบศูนย์กลางการชำระราคาและส่งมอบทองคำ
11-7-2026
เอเชียบริโภคทองคำแท่ง (Physical Gold) มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลกในทุก ๆ ปี ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย หรือประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อรวมกันแล้ว พวกเขาคือแรงขับเคลื่อนหลักของอุปสงค์ทองคำจริงของโลก
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขากลับไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาทองคำ
ไม่ใช่เซี่ยงไฮ้ ไม่ใช่ฮ่องกง แต่เป็นลอนดอนและนิวยอร์ก
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นี่คือความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของตลาดทองคำโลก
ผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกแทบไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาที่ตนเองต้องจ่าย
ระบบการชำระราคา (Clearing) ระบบการส่งมอบและชำระธุรกรรม (Settlement) ราคาอ้างอิง (Benchmark Prices) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการส่งมอบทองคำ ล้วนถูกสร้างขึ้นในโลกตะวันตก และดำเนินการในเขตเวลาที่ปิดทำการก่อนที่ตลาดเอเชียจะเปิดเสียอีก
แต่เมื่อต้นสัปดาห์นี้ วันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง ฮ่องกงได้เปิดทดลองใช้ระบบศูนย์กลางการชำระราคาและส่งมอบทองคำ (Central Clearing and Settlement System) พร้อมทั้งเปิดใช้งานการเชื่อมโยงการส่งมอบทองคำโดยตรงกับ ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) และเปิดตัว ดัชนีราคาทองคำอ้างอิงใหม่ ร่วมกับ Bloomberg ไม่มีการประกาศครั้งใหญ่ ไม่มีการรีเซ็ตระบบการเงินโลกในชั่วข้ามคืน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งใจไว้ และเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เอเชียกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับตลาดทองคำรูปแบบใหม่ เพื่อเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ ต้องเข้าใจก่อนว่า อำนาจทางการเงินไม่ได้มาจาก "อุปสงค์" เพียงอย่างเดียว แต่มาจาก "โครงสร้างพื้นฐาน" ด้วย
ปัจจุบัน ลอนดอนควบคุม LBMA Gold Price Fix ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในสัญญาซื้อขาย การบริหารเงินสำรองของธนาคารกลาง และการถือครองของสถาบันการเงินทั่วโลก ขณะที่ COMEX ในนครนิวยอร์ก ครองตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ (Gold Futures)
แพลตฟอร์มทั้งสองแห่งนี้เป็นผู้กำหนดราคาของสินทรัพย์ที่ผู้บริโภคหลักกลับอยู่ในเอเชีย จีนเป็นทั้งหนึ่งในผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้บริโภคทองคำอันดับหนึ่ง
ตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Gold Exchange) เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2002
อินเดียก็มีความต้องการทองคำมหาศาลในทุกปี
แต่กลไกการกำหนดราคาทองคำในระดับสถาบันกลับแทบไม่มีอยู่ในเอเชียเลย
ความไม่สมดุลนี้จึงฝังรากอยู่ในโครงสร้างของตลาดทองคำมานานหลายทศวรรษ
ดังนั้น ฮ่องกงกำลังสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ และเหตุใด World Gold Council จึงเริ่มใช้คำว่า "Price Setter" (ผู้กำหนดราคา)
คำตอบก็คือ ตลาดทองคำโลกมีความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง เพราะเอเชียมีอุปสงค์ทองคำจริงมหาศาล แต่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการกำหนดราคาให้สอดคล้องกับบทบาทของตน
หนึ่งในองค์ประกอบที่เห็นได้ชัดที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คือการเปิดตัว ดัชนีราคาทองคำอ้างอิงของฮ่องกง ดัชนีนี้ทำงานในช่วงเวลาการซื้อขายของเอเชีย เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ราคามาตรฐานของลอนดอนซึ่งใช้มานานไม่สามารถครอบคลุมได้ อย่างไรก็ตาม ราคามาตรฐานไม่ได้เกิดขึ้นหรือได้รับการยอมรับเพียงเพราะมีการประกาศใช้งาน
สิ่งที่ทำให้ราคามาตรฐานมีความน่าเชื่อถือและอยู่รอดได้ คือ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และนั่นคือสิ่งที่ฮ่องกงกำลังเริ่มสร้างและนำมาใช้อย่างจริงจังในขณะนี้.
Shako Fan หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ World Gold Council กล่าวว่า ระบบชำระราคาและส่งมอบทองคำ (Clearing System) ใหม่ของฮ่องกง ถือเป็นก้าวสำคัญต่อความทะเยอทะยานของเมืองในการก้าวขึ้นเป็น "ผู้กำหนดราคาทองคำ" (Price Setter) และคำว่า Price Setter นี่เอง คือคำสำคัญที่ควรจดจำ เพราะกลไกที่ทำให้การกำหนดราคาทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขราคาบนหน้าจอ แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน (Financial Infrastructure หรือ Plumbing) ที่อยู่เบื้องหลัง
การที่มีธนาคารขนาดใหญ่สามแห่งเข้าร่วมตั้งแต่วันแรก ก็สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้เล่นสถาบันรายใหญ่ ในตลาดการเงินที่พัฒนาแล้ว การซื้อขายทองคำของสถาบันมักดำเนินผ่านระบบชำระราคากลาง (Central Clearing System) ธุรกรรมทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในบัญชีกลาง (Central Ledger) การส่งมอบและชำระธุรกรรมจะดำเนินการผ่านศูนย์กลางเดียว
ทำให้ ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk) หรือความเสี่ยงที่อีกฝ่ายจะไม่สามารถส่งมอบสินทรัพย์ตามสัญญาลดลงอย่างมาก แต่ที่ผ่านมา เอเชียแทบไม่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบนี้ ธนาคารและสถาบันต่าง ๆ ต้องตกลงซื้อขายกันโดยตรงแบบรายคู่ (Bilateral Settlement) ทุกธุรกรรมต้องอาศัยการเจรจาระหว่างคู่สัญญา กระบวนการจึงช้ากว่า มีต้นทุนสูงกว่า และขยายขนาดได้ยาก
ระบบใหม่ของฮ่องกง ซึ่งดำเนินการโดย Hong Kong Precious Metals Central Clearing Company (HKPMCCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลถือครองทั้งหมด ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้
ระบบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นบัญชีกลางสำหรับบันทึกธุรกรรม การชำระราคา การโอนทองคำ และยอดคงเหลือของสถาบันต่าง ๆ
ทองคำที่ใช้ในระบบเป็นมาตรฐาน Good Delivery ขนาด 400 ทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ธนาคารกลาง กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และสถาบันการเงินทั่วโลกใช้ กล่าวได้ว่า ฮ่องกงกำลังสร้าง "ระบบหลังบ้าน" ของตลาดทองคำสมัยใหม่
สิ่งสำคัญไม่ใช่หน้าจอซื้อขายหรือการแสดงราคา แต่คือระบบที่ทำให้ธุรกรรมสามารถชำระราคาได้จริง ทองคำสามารถส่งมอบได้จริง และสถาบันขนาดใหญ่สามารถไว้วางใจให้ระบบรองรับธุรกรรมจำนวนมหาศาลได้ ตลาดทองคำที่ไม่มีระบบชำระราคาและส่งมอบที่น่าเชื่อถือ จะดึงดูดเงินลงทุนจากสถาบันขนาดใหญ่ได้ยาก ไม่ว่าความต้องการซื้อทองคำจริงจะมากเพียงใดก็ตาม
ฮ่องกงกำลังแก้ปัญหานี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว มันเชื่อมต่อกับโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือ การเชื่อมโยงการส่งมอบทองคำจริงระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่
โครงการ Delivery Connect เชื่อมระบบใหม่ของฮ่องกงเข้ากับ Shanghai Gold Exchange International Board ในทางปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถนำทองคำแท่งไปฝากไว้ในคลังที่ได้รับการรับรองของตลาดทองคำเซี่ยงไฮ้ในฮ่องกง ผ่านบัญชีของ HKPMCCC และสามารถโอนทองคำไปมาระหว่างตลาดซื้อขายนอกตลาด (OTC) ของฮ่องกงกับระบบของเซี่ยงไฮ้ได้
ธนาคารที่เข้าร่วมเปิดระบบตั้งแต่วันแรก ได้แก่
ICBC Asia
HSBC
Bank of China (Hong Kong) และมีการโอนทองคำทั้งขาเข้าและขาออกสำเร็จตั้งแต่วันแรกที่ระบบเริ่มเปิดใช้งาน นั่นทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวโครงการใหม่
ไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย
แต่เป็นระบบที่เริ่มใช้งานจริง
มีการฝากทองคำจริง
มีการชำระธุรกรรมจริง
และมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่เข้าร่วมตั้งแต่วันแรก ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ราคาทองคำจะเป็นเท่าไรในสัปดาห์นี้
แต่คือ อีก 5 ปีข้างหน้า ใครจะเป็นผู้กำหนดราคาทองคำของโลก และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังถูกสร้างขึ้นนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่นั้นหรือไม่ ความทะเยอทะยานของฮ่องกงด้านตลาดทองคำ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่าของจีนในการผลักดันให้ เงินหยวน (Renminbi) มีบทบาทในระบบการเงินโลกมากขึ้น
นี่ไม่ใช่การคาดเดา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายด้าน ปักกิ่งกำลังขยายโครงการ Bond Connect เพิ่มโควตาการลงทุนเงินหยวนนอกประเทศจาก 500,000 ล้านหยวน เป็น 800,000 ล้านหยวน พร้อมทั้งออกมาตรการเพิ่มสภาพคล่องของเงินหยวนนอกประเทศในฮ่องกง
ขณะเดียวกัน ก็เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทองคำ ทั้งระบบชำระราคา การเก็บรักษา การส่งมอบ และการค้นหาราคา (Price Discovery)
ตลาดทองคำ เงินหยวนนอกประเทศ ตลาดพันธบัตร และระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ล้วนกำลังพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
ฮ่องกงจึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่แข่งขันในธุรกิจค้าทองคำ แต่เป็น ประตูการเงินระหว่างประเทศของจีน เซี่ยงไฮ้ทำหน้าที่เป็นตลาดทองคำภายในประเทศ ส่วนฮ่องกงเป็นสะพานเชื่อมจีนกับตลาดโลก
ทองคำจึงมีบทบาทสำคัญในโครงสร้างนี้ เพราะทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาลประเทศใด มันเป็นสินทรัพย์สำรองที่อยู่นอกระบบดอลลาร์สหรัฐ เป็นสินทรัพย์ที่ครัวเรือนจีนมีความต้องการสูง และเป็นหลักประกัน (Collateral) ที่สามารถใช้ได้ข้ามหลายเขตอำนาจศาล
ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยังขึ้นอยู่กับฐานะการคลังของรัฐบาลผู้ออกพันธบัตร
สำหรับจีน ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปักกิ่งทยอยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาหลายปีแล้ว ขณะที่การถือครองทองคำกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทองคำแท่งที่เก็บไว้ในห้องนิรภัยสามารถรักษามูลค่าความมั่งคั่งได้
แต่หากทองคำนั้นอยู่ภายในระบบชำระราคาและส่งมอบที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงกับสภาพคล่องของเงินหยวนนอกประเทศ เชื่อมกับตลาดอนุพันธ์ และมีราคามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ทองคำแท่งนั้นจะมีประโยชน์ทางการเงินมากกว่าเดิมอย่างมาก มันสามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกัน เป็นเครื่องมือในการชำระธุรกรรม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน
นั่นคือสิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้น หากมองย้อนกลับไป ลอนดอนไม่ได้กลายเป็นศูนย์กลางตลาดทองคำของโลกเพราะมีความต้องการซื้อทองคำมากที่สุด แต่เพราะลอนดอนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบชำระราคา ระบบส่งมอบ ราคามาตรฐาน และกรอบกฎหมาย จนทั่วโลกเลือกใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี
สิ่งเดียวกันนี้กำลังเริ่มต้นขึ้นในเอเชีย สำหรับผู้ที่ถือครองทองคำแท่งจริง การพัฒนานี้ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว ตลาดที่มีโครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่งขึ้น มีผู้เล่นสถาบันมากขึ้น และมีราคามาตรฐานที่ทำงานในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชีย จะเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น และตลาดที่มีสภาพคล่องสูง มักกำหนดราคาสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกดำเนินอยู่บนความไม่สมดุล เอเชียเป็นผู้สร้างอุปสงค์ แต่ตะวันตกเป็นผู้กำหนดราคา เรื่องราวนั้นกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเดียว แต่เพราะกำลังมีการสร้างระบบบัญชีกลาง คลังเก็บทองคำ ระบบส่งมอบ และดัชนีราคามาตรฐานใหม่ที่ทำงานในเขตเวลาของเอเชีย และในโครงสร้างใหม่นี้ ทองคำแท่งจริงที่เก็บอยู่ในห้องนิรภัยของประเทศที่มีความมั่นคง จะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมทางการเงินที่กำลังก่อตัวขึ้น.
ที่มา Goldcore TV