สงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ถึงสงครามอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย? จากสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ ถึงสงครามอิหร่าน เมื่อชาติมหาอำนาจ "ค่อย ๆ ถูกดึงเข้าสู่สงคราม" โดยไม่รู้ตัว
3-8-2026
Asia Times รายงานว่า สงครามมักเริ่มต้นจากความคาดหวังที่เรียบง่าย แต่เมื่อการสู้รบยืดเยื้อ ความจริงก็มักพลิกความคิดเดิมของทั้งรัฐบาลและสังคมอย่างรวดเร็ว. กรณีล่าสุดของสงครามอิหร่านสะท้อนชัดว่า สหรัฐฯ สามารถทำสงครามได้ไกลจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ จนแรงกดดันทางการเมืองภายในยังไม่ปะทุเต็มที่ แม้จะมีการโจมตีตอบโต้และความสูญเสียเพิ่มขึ้นก็ตาม
แม้ว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในนามเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 (April 2026) ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) กลับแทบไม่มีแนวโน้มที่จะลดระดับความรุนแรงลง โดยล่าสุดหลังจากประเทศอิหร่าน (Iran) พยายามเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อกองกำลังประเทศสหรัฐฯ (US) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม สหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการส่งคลื่นการโจมตีทางอากาศระลอกใหญ่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ตามรายงานของสำนักข่าวเอ็นพีอาร์ (NPR) มุ่งเป้าหมายไปที่ศูนย์บัญชาการทางทหารและโรงงานผลิตขีปนาวุธของประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งยิ่งส่งผลให้สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่สงครามเปิดฉากขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศอิหร่าน (Iran) ได้รับความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลเรือน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายพันราย ขณะที่พันธมิตรของทางการกรุงวอชิงตัน (Washington) ในอ่าวเปอร์เซียและประเทศอิสราเอล (Israel) ต่างต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการโจมตีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี แม้ประเทศสหรัฐฯ (US) จะทุ่มงบประมาณไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และทรัพย์สินทางทหารในภูมิภาคได้รับความเสียหาย แต่ความขัดแย้งครั้งนี้กลับไม่ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวอเมริกันแต่อย่างใด เนื่องจากชัยภูมิที่ได้รับการปกป้องด้วยสองมหาสมุทรและแสนยานุภาพที่เหนือชั้น ช่วยแยกชีวิตประจำวันของพลเรือนออกจากผลกระทบของสงคราม โดยยอดผู้เสียชีวิตของทหารสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 18 นาย ขณะที่กิจกรรมในประเทศ เช่น การร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก (2026 FIFA World Cup) ยังคงดำเนินไปตามปกติ
อย่างไรก็ตาม สงครามครั้งนี้ได้ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) เคยประเมินไว้ว่าการสู้รบจะใช้เวลาเพียง 4 ถึง 5 สัปดาห์ และจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาลกรุงเตหะราน นอกจากนี้ การขยายขอบเขตการโจมตีเรือขนส่งสินค้าและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณทะเลแดง (Red Sea) ของกลุ่มฮูตี (Houthi) เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์สู้รบในภูมิภาค
การตัดขาดความรู้สึกของสังคมอเมริกันต่อสงครามในปัจจุบัน ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ในอดีต โดยย้อนกลับไปในยุคสงครามกลางเมือง (Civil War) ค.ศ. 1861 สังคมเคยมองสงครามผ่านมุมมองโรแมนติกและเกียรติยศ ผู้นำฝ่ายใต้ในขณะนั้นต่างเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจฝ้ายอันมั่งคั่งจะไม่มีใครกล้าท้าทาย และสภาวะสงครามจะจบลงอย่างรวดเร็วโดยแทบไม่มีการเสียเลือดเนื้อ เช่นเดียวกับฝ่ายเหนือที่ประกาศยึดกรุงริชมอนด์อย่างมั่นใจ จนกระทั่งยุทธการบูลรันครั้งที่หนึ่ง (First Battle of Bull Run) ได้ทำลายภาพมายาดังกล่าว เมื่อประชาชนที่เดินทางมาปิกนิกชมการสู้รบต้องวิ่งหนีเตลิดพร้อมกับกองทัพ และนำไปสู่สงครามยุคอุตสาหกรรมที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปกว่า 750,000 คน ซึ่งสองในสามเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ
เช่นเดียวกับเส้นทางสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) ในปี 1914 ที่บรรดาผู้นำและประชาชนในทวีปยุโรปต่างมองโลกในแง่ดีว่าสงครามจะจบลงอย่างรวดเร็วก่อนฤดูใบไม้ร่วง จนกระทั่งการสู้รบถล่ำลึกสู่สงครามสนามเลื่อนที่คร่าชีวิตผู้คนหลายล้านคน ก่อนที่ประเทศสหรัฐฯ (US) จะก้าวเข้าสู่สงครามในปี 1917 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ที่ต้องใช้คณะกรรมาธิการข้อมูลข่าวสารสาธารณะ (Committee on Public Information) รณรงค์ปลุกระดมมหาชนว่าการเข้าร่วมสงครามคือภารกิจสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาธิปไตย
นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ "โมเดลสงครามแบบเบาบาง" โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีทางทหาร กำลังทางอากาศ กองกำลังพิเศษ และผู้รับเหมาเอกชน เพื่อจำกัดความสูญเสียของทหารอเมริกัน ซึ่งโมเดลนี้ถูกนำมาใช้ในภารกิจที่ประเทศเกรนาดา (Grenada) ประเทศปานามา (Panama) สงครามอ่าว (Gulf War) รวมถึงกรณีประเทศลิเบีย (Libya) ในปี 2011 ซึ่งแม้จะช่วยลดต้นทุนชีวิตของชาวอเมริกันและป้องกันไม่ให้เกิดกระแสคัดค้านในประเทศ แต่กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพในพื้นที่ความขัดแย้ง
ประวัติศาสตร์จากสงครามกลางเมือง สงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงการรุกรานประเทศอิรัก (Iraq) และการรุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) ของประเทศรัสเซีย (Russia) ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลและสังคมมักประเมินทิศทางของสงครามต่ำเกินไปเสมอ ความเฉยชาของสาธารณชนต่อสงครามประเทศอิหร่าน (Iran) ในปัจจุบัน แม้จะไร้ซึ่งกระแสคลั่งชาติเหมือนในอดีต แต่การที่สังคมถูกแยกขาดจากความเป็นจริงของสงคราม อาจทำให้ขาดการตั้งคำถามถึงเป้าหมาย ระยะเวลา และผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจลุกลาม ไม่ว่าจะเป็นการเร่งพัฒนานิวเคลียร์ การปิดล้อมเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หรือการเพิ่มขึ้นของราคาทรัพยากร ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบที่อาจส่งเสียงสะท้อนยาวนานแม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/07/a-brief-history-of-how-countries-sleepwalk-into-war/