เปิดเหตุผลที่ ‘นอร์เวย์’ ปฏิเสธเข้าร่วม EU
เปิดเหตุผลที่ ‘นอร์เวย์’ ปฏิเสธเข้าร่วม EU ยึดมั่นอธิปไตย-รวยน้ำมัน-ครองสิทธิประมง พึ่ง NATO ด้านความมั่นคง ชูความร่วมมือเศรษฐกิจผ่าน EEA
6-8-2026
Geopolitics in The Picture เผยแพร่การวิเคราะห์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เหตุใดนอร์เวย์จึงยืนอยู่นอก EU มาตลอด ประเทศนอร์เวย์ (Norway) มีเส้นแนวพรมแดนธรรมชาติติดกับ ประเทศรัสเซีย (Russia) ยาวเกือบ 200 กิโลเมตร ทั้งยังดำรงสถานะเป็นสมาชิก องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO), กลุ่มความตกลง เขตเชงเกน (Schengen) และ พื้นที่เศรษฐกิจยุโรป (EEA) อย่างสมบูรณ์
อย่างไรก็ตาม ประเทศนอร์เวย์ (Norway) กลับไม่เคยเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ สหภาพยุโรป (EU) เลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากประชาชนชาวยุโรปในประเทศแห่งนี้ได้ลงมติปฏิเสธอย่างชัดเจนถึงสองครั้งสองคราวในการลงประชามติแห่งชาติ
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1960 ประเทศนอร์เวย์ (Norway) เคยยื่นใบสมัครเพื่อขอเข้าเป็นสมาชิก สหภาพยุโรป (EU) ถึงสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1962 และปี ค.ศ. 1967
ทว่าความพยายามทั้งสองครั้งกลับต้องล้มเหลวลง เนื่องจาก ประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่ง ประเทศฝรั่งเศส (France) ได้ใช้สิทธิ์ยับยั้ง (Veto) ต่อ ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประเทศนอร์เวย์
จนกระทั่งหลังจากการพ้นจากตำแหน่งของ ประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกล (Charles de Gaulle) ประเทศนอร์เวย์ (Norway) จึงสามารถกลับมาเปิดการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกได้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1970
ในการลงประชามติครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972 ประชาชนชาวยูเครนและชาวยุโรปในนอร์เวย์ลงคะแนนเสียงคัดค้านการเข้าร่วม สหภาพยุโรป (EU) สูงถึง 53.5% จากผู้ออกมาใช้สิทธิ์ทั้งหมด 79.2%
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1994 ชาวยูเครนและชาวยุโรปในนอร์เวย์ก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอการเข้าร่วม สหภาพยุโรป (EU) อีกครั้ง ด้วยคะแนนเสียงคัดค้าน 52.2% ท่ามกลางจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนที่พุ่งสูงเกือบ 89%
แม้ว่ารัฐบาลประเทศนอร์เวย์ (Norway) ในแต่ละยุคสมัยจะให้การสนับสนุนการเข้าร่วมกลุ่มอย่างเต็มที่ แต่บรรดาผู้ลงคะแนนเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และพื้นที่ชนบท กลับยืนกรานคัดค้านอย่างหนักหน่วง
สาเหตุหลักสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวคือเรื่องของ "อธิปไตย" เนื่องจาก ประเทศนอร์เวย์ (Norway) เพิ่งได้รับอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1905 หลังจากตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาตินานหลายศตวรรษ
การโอนย้ายอำนาจการตัดสินใจบางส่วนไปให้แก่ กรุงบรัสเซลส์ (Brussels) จึงต้องเผชิญกับแรงต้านทานอย่างรุนแรงเนื่องจากความหวาดกลัวต่อภาวะการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
นอกจากนี้ การถือครองและควบคุมทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยอุตสาหกรรมการประมงนับเป็นภาคการส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของนอร์เวย์ รองจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
หากเข้าร่วม นโยบายการประมงร่วม (Common Fisheries Policy) ของ สหภาพยุโรป (EU) จะส่งผลให้ประเทศนอร์เวย์ (Norway) จำเป็นต้องแบ่งปันน่านน้ำอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชาติสมาชิกอื่นๆ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมก็จะสูญเสียเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลจากรัฐบาลตนเอง
ในขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งมหาศาลจากทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก็ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญที่มอบความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้แก่ ประเทศนอร์เวย์ (Norway) จนสามารถยืนหยัดอยู่นอกกลุ่มได้อย่างมั่นคง
ประเทศนอร์เวย์ (Norway) จึงเลือกดำเนินเส้นทางเชิงปฏิบัตินิยม โดยการเข้าร่วมข้อตกลง พื้นที่เศรษฐกิจยุโรป (EEA) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงตลาดเดี่ยวของยุโรปและรับเอากฎระเบียบส่วนใหญ่ของ สหภาพยุโรป (EU) มาปรับใช้
ทว่าข้อตกลงดังกล่าวได้เว้นข้อยกเว้นสำคัญในด้านการประมง ภาคเกษตรกรรม และนโยบายการต่างประเทศเอาไว้ ทำให้ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องสูญเสียอำนาจการตัดสินใจสูงสุด
ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดจากสถาบัน ออพินเนียน (Opinion 2026) และสำนักโพลอื่นๆ ในช่วงปี ค.ศ. 2025–2026 ระบุว่า ประชาชนชาวยูเครนและชาวยุโรปในนอร์เวย์ยังคงลงคะแนนคัดค้านการเข้าร่วม EU อยู่ที่ 48–55% ขณะที่มีผู้เห็นด้วยเพียง 33–41% เท่านั้น
กลุ่มคนที่คัดค้านการเข้าร่วม สหภาพยุโรป (EU) มากที่สุดคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนผู้ชาย และประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ในขณะที่ระดับการสนับสนุนการเป็นสมาชิก พื้นที่เศรษฐกิจยุโรป (EEA) ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งภัยคุกคามจากการรุกรานของ ประเทศรัสเซีย (Russia) ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจุดยืนดังกล่าวได้ เนื่องจากหลักประกันด้านการป้องกันประเทศได้รับความคุ้มครองจาก องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) อยู่แล้ว
สำหรับความร่วมมือกับ ประเทศรัสเซีย (Russia) นั้นได้ถูกจำกัดลงอย่างมากด้วยมาตรการคว่ำบาตรหลังปี ค.ศ. 2022 โดยมีข้อยกเว้นเพียงประการเดียวคือข้อตกลงเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรปลาร่วมกันใน ทะเลแบเร็นตส์ (Barents Sea)
ดังนั้น ประเทศนอร์เวย์ (Norway) จึงยังคงดำรงสถานะเป็นประเทศที่มั่งคั่งและผสานรวมกับเศรษฐกิจยุโรปได้อย่างมียุทธศาสตร์ โดยมุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยสูงสุดของตนเองอย่างตั้งใจ
การลงมติปฏิเสธ สหภาพยุโรป (EU) ถึงสองครั้งซ้อน จึงไม่ใช่ความอ่อนแอทางนโยบาย แต่คือการตัดสินใจด้วยความเชื่อมั่นและเด็ดเดี่ยวในตนเอง (แหล่งข้อมูลอ้างอิง: สำนักงานสถิตินอร์เวย์ (SSB), สารานุกรม Store norske leksikon, สถาบันโพล Opinion / หนังสือพิมพ์ Dagsavisen และ สมาพันธ์วิสาหกิจนอร์เวย์ (NHO))
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/geogeolite/status/2084669074630459532?s=20