วิกฤตกระสุนสหรัฐฯ คือ “หายนะระดับโลก”?
วิกฤตกระสุนสหรัฐฯ คือ “หายนะระดับโลก”? ชี้สั่นคลอนยุทธศาสตร์ป้องปรามจีน-รัสเซีย-เกาหลีเหนือ ทรัมป์ ฉุนจัด อ้าง พีท เฮกเซธ ปิดบังวิกฤตคลังยุทโธปกรณ์
11-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังแสดงความคลั่งแค้นอย่างหนักต่อ พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงกล่าวชมเชยถึง พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) ว่าเป็นชายชาตรีผู้ "หลงใหลในสงคราม" ซึ่งรวมถึงสงครามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เปิดฉากขึ้นในประเทศอิหร่าน (Iran) ทว่าในเวลานี้ สงครามดังกล่าวกลับกำลังกลายเป็นสงครามที่ไม่สามารถเอาชนะได้และไร้แนวโน้มที่จะยุติลง จนทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องออกมาระบายความหงุดหงิด ณ ค่ายเดวิด (Camp David) พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เหตุใด พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) จึงชี้นำเขาไปในทางที่ผิด โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังตกอยู่ในสภาวะกระสุนยุทธภัณฑ์หมดคลัง
สาธารณชนควรจะรู้สึกไม่พอใจต่อ พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) ที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริงเกี่ยวกับ "อานุภาพการทำลายล้าง" ในภาพรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามต่อต้านประเทศอิหร่าน (Iran) แต่สิ่งที่น่าโกรธเคืองยิ่งกว่าคือตัวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เอง ซึ่งในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ออกคำสั่งเปิดฉากความขัดแย้งที่ผิดพลาดนี้ โดยทั้งสองคนต่างมีโอกาสที่จะรับฟังที่ปรึกษาจำนวนมาก ซึ่งเคยทำการจำลองฉากทัศน์เพื่อประเมินจุดอ่อนและวิเคราะห์ความเสี่ยง (red-teamed scenarios) เกี่ยวกับสิ่งที่จะผิดพลาด ตั้งแต่การที่ประเทศอิหร่าน (Iran) ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไปจนถึงการที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ต้องสูญเสียคลังยุทโธปกรณ์จนร่อยหรอ
ยิ่งไปกว่านั้น ที่ปรึกษาคนสำคัญที่สุดอย่าง แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะกรรมาธิการเสนาธิการร่วม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทางการทหารระดับสูงสุด ได้เคยออกมาระบุเตือนเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับความเสี่ยงประการหลัง ในช่วงไม่กี่วันก่อนการโจมตีประเทศอิหร่าน (Iran) โดยความร่วมมือระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยเขาได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาวะขาดแคลนยุทธภัณฑ์บางประเภทในกรณีที่เกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ ทว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กลับเมินเฉยต่อคำเตือนดังกล่าว
ในปัจจุบัน ตัวเลขประเมินที่ปรากฏออกมานั้นถือว่าย่ำแย่อย่างยิ่ง ตามการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ระบุว่า กองทัพประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ใช้คลังยุทโธปกรณ์สะสมทั่วโลกของขีปนาวุธโจมตีเชิงรุกความแม่นยำสูงไปแล้ว "เกือบทั้งหมด" ยุทโธปกรณ์เหล่านั้นครอบคลุมถึง ระบบขีปนาวุธเชิงยุทธวิธีของกองทัพบก หรือ เอแทคคัมส์ (Army Tactical Missile Systems: ATACMS) และขีปนาวุธโจมตีแม่นยำสูง หรือ พีอาร์เอสเอ็ม (Precision Strike Missiles: PrSM) รุ่นใหม่ที่มีความแม่นยำและระยะยิงไกลยิ่งกว่า รวมถึงขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ที่ยิงจากเรือรบหรือเรือดำน้ำ ซึ่งกำลังเหลือน้อยลงในระดับวิกฤตเช่นกัน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับขีปนาวุธเพื่อการป้องกัน หรือ ขีปนาวุธสกัดกั้น (interceptors) โดยศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (Center for Strategic and International Studies: CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน ประเมินว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้ใช้ขีปนาวุธในระบบสกัดกั้นขีปนาวุธพาทริออต (Patriot) ไปแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของคลัง และใช้ขีปนาวุธในระบบป้องกันทางอากาศระดับสูงในระยะสุดท้าย หรือ เทด (Terminal High Altitude Area Defense: THAAD) ไปเกือบครึ่งหนึ่ง โดยระบบเทด (THAAD) มีหน้าที่ในการยิงสกัดกั้นขีปนาวุธแบบทัศนวิสัยที่พุ่งเป้าเข้ามา ทั้งในระดับชั้นบรรยากาศหรือแม้กระทั่งนอกชั้นบรรยากาศ
แน่นอนว่าในเวลานี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (US Department of Defense) หรือ เพนตากอน (Pentagon) กำลังพยายามกดดันบรรดาบริษัทผู้ผลิต เช่น บริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) และบริษัท เรย์ธีออน (Raytheon) ให้เร่งผลิตขีปนาวุธเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วน ถึงกระนั้น การเติมเต็มคลังแสงของอเมริกันให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมจะต้องใช้เวลานานอีกหลายปี
สภาวะขาดแคลนใหม่ที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นนี้ นำไปสู่ผลกระทบตามมาทั้งในระดับยุทธการและระดับยุทธศาสตร์ ดังนี้:
ผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีที่สุดคือการบีบให้ตัวเลือกทางการทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการยกระดับความรุนแรงถูกจำกัดลง หากการเจรจากับประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งเขาอ้างว่ากำลังดำเนินอยู่เบื้องหลังไม่ประสบผลสำเร็จ (ซึ่งการขาดแคลนยุทโธปกรณ์นี้ คาดว่ามีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของเขาในการยกเลิกการโจมตีขนาดใหญ่ที่เคยขู่ไว้ในเดือนนี้)
หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องการฟื้นฟูการทิ้งระเบิดถล่มอย่างหนักหน่วง แต่กองทัพกลับขาดแคลนขีปนาวุธโจมตีเชิงรุกที่ยิงจากทางบกหรือทางทะเลในระยะไกล ฝูงบินรบก็จะต้องรับหน้าที่นำนำส่งอานุภาพทำลายล้างนั้นแทน ทว่าการทำเช่นนั้น ฝูงบินรบจะต้องบินเข้าไปใกล้หรือบินข้ามพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายประเทศอิหร่าน (Iran) มีโอกาสสูงขึ้นในการยิงเครื่องบินตก และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงต่อการพุ่งสูงขึ้นของจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 18 นาย และบาดเจ็บอีกหลายร้อยนาย
ตรรกะเดียวกันนี้บังคับใช้กับขีปนาวุธสกัดกั้นเพื่อการป้องกันเช่นกัน หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยกระดับการสู้รบ ฝ่ายศัตรูจะทำการตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของประเทศสหรัฐฯ (US) ทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือโจมตีประเทศพันธมิตรของอเมริกัน เช่น ประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย หรือประเทศจอร์แดน (Jordan) เมื่อปริมาณขีปนาวุธสกัดกั้นมีจำกัด ประเทศสหรัฐฯ (US) จะต้องจำใจตัดสินใจว่าจะเลือกปกป้องจุดใด และจำต้องปล่อยให้จุดใดไร้การป้องกันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในการจำลองฉากทัศน์สงคราม (war game) ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์เพื่อความมั่นคงใหม่ของอเมริกา (Center for a New American Security: CNAS) ในกรุงวอชิงตัน ผู้เข้าร่วมการจำลองต้องเผชิญกับการตัดสินใจในลักษณะนี้ ซึ่งทุกทางเลือกและการตัดสินใจแลกเปลี่ยนต่างนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายทั้งสิ้น
ในระดับยุทธศาสตร์ ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้เป็นสมรภูมิสงครามแห่งเดียวที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากประเทศสหรัฐฯ (US) ถูกคาดหวังให้มีการประจำการทางการทหารอยู่ทั่วโลก ทั้งการป้องปรามประเทศจีน (China) จากการโจมตีเกาะไต้หวัน (Taiwan) หรือประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ ขณะที่ในคาบสมุทรเกาหลี ประเทศสหรัฐฯ (US) ต้องยับยั้งประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) ไม่ให้คิดเปิดฉากสงครามเกาหลีรอบใหม่กับประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งเป็นสงครามที่ยังไม่เคยยุติลงอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ กรุงวอชิงตัน (Washington) ยังคงเป็นสมาชิกที่สำคัญที่สุดขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) ดังนั้น สหรัฐฯ จึงต้องมีความพร้อมในการป้องปรามประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งกำลังทำสงครามไฮบริดต่อประเทศสมาชิกนาโตในยุโรป ไม่ให้รุกล้ำเข้าสู่กลุ่มประเทศบอลติก ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะยังไม่ถึงขั้นการยกระดับความรุนแรงระดับนั้น วิกฤตขีปนาวุธของอเมริกันกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งเคยหวังว่าจะใช้เงินทุนจากยุโรปเพื่อซื้ออาวุธจากประเทศสหรัฐฯ (US) นำมาใช้ป้องกันตนเองจากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องของกรุงมอสโก (Moscow) ทว่าในเวลานี้ จะไม่มีอาวุธเหลือพอหรืออาจไม่เหลืออยู่เลยสำหรับยูเครน
แม้จะไม่ได้หมายความว่า กรุงปักกิ่ง (Beijing) กรุงเปียงยาง (Pyongyang) หรือกรุงมอสโก (Moscow) จะมองเห็นการขาดแคลนขีปนาวุธของประเทศสหรัฐฯ (US) เพียงประเด็นเดียวแล้วออกคำสั่งเปิดแนวรบใหม่จนกลายเป็นสงครามโลก แต่ชาติเหล่านี้ย่อมไม่มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกรัฐมนตรีการต่างประเทศฝรั่งเศสเรียกว่าเป็น "อภิมหาอำนาจ (hyperpower)" ในเวลานี้กลับดูถดถอยลงอย่างมากทางการทหาร จนแทบจะหมดลมหายใจและหมดสิ้นกระสุนยุทธภัณฑ์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) พยายามที่จะปฏิเสธรายงานข่าวเกี่ยวกับความหงุดหงิดของเขาที่มีต่อ พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) รวมถึงวิกฤตยุทธภัณฑ์ โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม (fake news) พร้อมอ้างว่า "ทุกอย่างเรียบร้อยดีเยี่ยม" ทว่าความจริงดังที่ โครี ชาเค (Kori Schake) เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Council: NSC) ในรัฐบาลรีพับลิกันชุดก่อน ได้สรุปไว้ว่า "แทนที่จะได้ค้นพบรูปแบบการทำสงครามใหม่ๆ ทรัมป์กลับเพียงแค่ค้นพบวิธีใหม่ๆ ในการพ่ายแพ้เท่านั้น"
ปริมาณคลังกระสุนยุทธภัณฑ์เป็นเพียงหนึ่งในดัชนีชี้วัดของมหันตภัย ซึ่งขนาดความรุนแรงของมันกำลังค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อาจจะต่อว่า พีต เฮกเซท (Pete Hegseth) และลิ่วล้อคนอื่นๆ ได้ตามที่เขาต้องการ แต่สิ่งที่เขาควรยอมรับ แต่คงไม่ยอมรับ คือการที่ตัวเขาเองได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติระดับโลกขึ้นมาแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2026-08-10/the-us-running-out-of-ammo-in-iran-is-a-global-disaster?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy