.
'จีน-อินโดนีเซีย' บรรลุข้อตกลงความร่วมมือการค้าและด้านกลาโหมรอบด้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสหรัฐฯ ในเอเชีย
22-8-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า จีน (China) และอินโดนีเซีย (Indonesia) ตกลงยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร ความมั่นคงทางทะเล อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และเทคโนโลยี ในการหารือระดับสูงที่กรุงจาการ์ตา (Jakarta) สะท้อนการขยายอิทธิพลของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อพันธกรณีด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาค
ประเทศจีน (China) และประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือทางทหาร ทางทะเล และเทคโนโลยี ในระหว่างการหารือระดับสูง ณ นครจาการ์ตา (Jakarta) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำถึงการขยายอิทธิพลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องของกรุงปักกิ่ง (Beijing) ในช่วงเวลาที่เกิดความไม่แน่นอนรอบใหม่ต่อข้อผูกพันด้านความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ (US) ในทวีปเอเชีย
นายชาฟรี ชัมซุดดิน (Sjafrie Sjamsoeddin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย เปิดเผยภายหลังการเข้าพบ นายต๋ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศจะขยายการแลกเปลี่ยนบุคลากรและความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหารร่วมกัน
ในเวลาต่อมา นายซูกิโอโน (Sugiono) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย และ นายหวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ตกลงร่วมกันในการแสวงหาแนวทางการขยายการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของอินโดนีเซีย พร้อมทั้งกระชับความร่วมมือในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), ดาวเทียมสื่อสาร, พลังงาน และแร่ธาตุ
นายหวัง อี้ (Wang Yi) เปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศจะกลับมาเริ่มต้นความร่วมมือด้านการประมงอีกครั้ง และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ ทะเลจีนใต้ (South China Sea) ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประมวลการปฏิบัติในภูมิภาค (Code of Conduct) ขณะที่ นายซูกิโอโน (Sugiono) ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงสายจาการ์ตา-บันดุง (Jakarta-Bandung high-speed rail project) ต่อไป โดยใช้รูปแบบการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืน พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการ
การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการเปิดฉากการเจรจากรอบความร่วมมือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม หรือการหารือ "2+2" (2+2 dialogue) ครั้งที่สองในช่วงค่ำวันศุกร์ ซึ่งเป็นการเพิ่มมิติเชิงยุทธศาสตร์ระลอกใหม่ให้แก่ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึงราว 155,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนถึงความพยายามของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต (Prabowo Subianto) แห่งประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ในการกระชับความสัมพันธ์เชิงลึกกับทั้งกรุงปักกิ่ง (Beijing) และกรุงวอชิงตัน (Washington) ซึ่งกำลังแข่งขันกันแผ่อิทธิพลในภูมิภาคแห่งนี้
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) และประเทศสหรัฐฯ (US) ได้สถาปนาความร่วมมือพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศระดับไกล (Major Defense Cooperation Partnership) ซึ่งครอบคลุมถึงการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย การฝึกอบรม การซ้อมรบ และความร่วมมือด้านปฏิบัติการ กระนั้นก็ตาม หลายประเทศในทวีปเอเชียยังคงตั้งคำถามต่อข้อผูกพันของกรุงวอชิงตัน (Washington) ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ได้สั่งลดขนาดการซ้อมรบทางทหารร่วมกับประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) อย่างกะทันหัน
นอกจากนี้ การกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างอินโดนีเซียและจีน ยังเป็นการต่อยอดจากการหารือ 2+2 ครั้งแรก ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อเดือนเมษายน 2025 ซึ่งในครั้งนั้น กรุงจาการ์ตาและกรุงปักกิ่งได้ตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงและทางทะเล ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ปฏิบัติการประสานงานร่วม และการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานยามฝั่ง
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศยังได้เปิดตัว การหารือยุทธศาสตร์รอบด้านอินโดนีเซีย-จีน (Indonesia-China Comprehensive Strategic Dialogue) เป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ และขานรับการหารือเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี สำหรับช่วงปี 2027–2031
ทางด้าน ประเทศจีน (China) ได้ผลักดันให้บทบาทพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ครอบคลุมมิติที่กว้างขึ้น โดย นายต๋ง จวิน (Dong Jun) ระบุว่า ทั้งสองประเทศควรยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงผ่านกรอบการทำงานของ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และทำหน้าที่เป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศในกลุ่มประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันขัดขวาง "เจตนาย่อท้อและประสงค์ร้ายของกองกำลังภายนอก" ตามคำแปลสืบเนื่องในการแถลงข่าว
อย่างไรก็ตาม ความละเอียดอ่อนของความร่วมมือดังกล่าวได้ปรากฏชัดเจนเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อนการเดินทางเยือนของ นายหวัง อี้ (Wang Yi) และ นายต๋ง จวิน (Dong Jun) โดยประเทศจีน (China) ได้อธิบายเหตุการณ์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรือรบจีนและเรือรบอินโดนีเซีย ณ บริเวณทางตะวันออกของ เกาะไต้หวัน (Taiwan) ว่าเป็นการ "ซ้อมรบการเดินเรือร่วม" ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ชี้แจงว่าเป็นเพียงการซ้อมรบแลกเปลี่ยนเส้นทางตามปกติ (Passing exercise) ของเรือฟริเกตที่กำลังเดินทางกลับจากประเทศรัสเซีย (Russia) และเน้นย้ำว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางยุทธการยามสงครามแต่อย่างใด ซึ่งทางด้าน เกาะไต้หวัน (Taiwan) ซึ่งประเทศจีนอ้างสิทธิ์ว่าเป็นดินแดนของตน ได้ออกมาประณามปฏิบัติการดังกล่าว
การยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงยังเกิดขึ้นท่ามกลางข้อพิพาทและจุดยืนที่แตกต่างกันมายาวนานในพื้นที่ ทะเลจีนใต้ (South China Sea) โดยแถลงการณ์ร่วมระหว่าง ประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต (Prabowo Subianto) และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำประเทศจีน (China) เมื่อปี 2024 เคยอ้างอิงถึง "การพัฒนาร่วมกันในพื้นที่ที่มีข้ออ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน" ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลว่ากรุงจาการ์ตาอาจกำลังผ่อนคลายจุดยืนคัดค้านต่อการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของกรุงปักกิ่ง ทว่าในเวลาต่อมา ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ได้ออกมาแถลงชี้แจงว่า ไม่รับรองเส้นประเก้าเส้น (Nine-dash line) ของประเทศจีน หรือข้ออ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางทะเลใด ๆ ซึ่งรวมถึงในเขตน่านน้ำใกล้กับ หมู่เกาะนาตูนา (Natuna Islands)
ในมิติการจัดซื้ออาวุธ ความสัมพันธ์ด้านกลาโหมอาจขยายวงกว้างไปสู่การจัดหายุทโธปกรณ์ โดยมีรายงานว่าประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดซื้อ เครื่องบินขับไล่ เฉิงตู เจ-10 (Chengdu J-10) ที่ผลิตโดยประเทศจีน (China) แม้ว่าจะยังไม่มีการลงนามในสัญญาขั้นสุดท้ายก็ตาม
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังคงเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคี โดย นายซูกิโอโน (Sugiono) เปิดเผยว่า ทั้งสองประเทศตกลงที่จะเสริมสร้างการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (Local-currency transactions) และความร่วมมือทางการเงิน ขณะที่ นายหวัง อี้ (Wang Yi) ระบุว่า ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ได้ให้คำมั่นที่จะจัดเตรียมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรม โปร่งใส และเอื้ออำนวยต่อบริษัทสัญชาติจีน
อย่างไรก็ดี ยังคงปรากฏประเด็นความขัดแย้งในภาคเอกชนเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน โดยบริษัทสัญชาติจีนได้ออกมาแสดงความไม่พอใจว่า นโยบายการควบคุมแร่แร่เกลียดนิกเกิล (Nickel) ที่เข้มงวดขึ้นของอินโดนีเซีย กำลังส่งผลให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นและสร้างภัยคุกคามต่อการลงทุน ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำอินโดนีเซียได้ออกมาเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลให้โครงการลงทุนเดิมและแผนการลงทุนใหม่มูลค่าราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-21/china-indonesia-agree-on-closer-defense-ties-in-high-level-talks-in-jakarta?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy