.
อิหร่านใช้ “กลุ่มพันธมิตรสี จิ้นผิง-ปูติน” และเวที SCO-BRICS ต้านแรงกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเดินสายหารือผู้นำ ดันขยายการค้า
5-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อิหร่านใช้กลุ่มความร่วมมือ “สี จิ้นผิง - ปูติน” เพื่อคานอำนาจสงครามเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดฉากแคมเปญเพื่อโดดเดี่ยวประเทศอิหร่าน (Iran) ทางเศรษฐกิจ สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้กลับเดินหน้าพบปะกับเหล่าผู้นำโลก พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่อง
ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) แห่งประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ใช้เวลาเมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ร่วมกับบรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ในการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation: SCO) ณ ประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า คำเตือนของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกรุงเตหะราน (Tehran) รวมถึงคำเรียกร้องให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับประเทศอิหร่าน (Iran) นั้น กำลังกลายเป็นเรื่องที่ถูกละเลย แม้กระทั่งในหมู่ประเทศพันธมิตรบางรายของกรุงวอชิงตัน (Washington) ก็ตาม
นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) แห่งประเทศอินเดีย (India) ได้กล่าวกับ ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ว่า ตนต้องการยกระดับความสัมพันธ์ “ในหลากหลายสาขา” ขณะที่ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) แห่งประเทศปากีสถาน (Pakistan) ได้กล่าวแสดงความเห็นในลักษณะเดียวกัน เช่นเดียวกับ ประธานาธิบดี อิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งประเทศอาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) ที่แสวงหาความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น “ในด้านการค้าและเศรษฐกิจด้านต่างๆ” ส่วน ประธานาธิบดี ซาดีร์ จาปารอฟ (Sadyr Japarov) ผู้นำแห่งประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ได้เสนอให้กรุงเตหะราน (Tehran) เข้ามาลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันภายในชาติตะวันตกของภูมิภาคเอเชียกลางแห่งนี้
ในการแถลงต่อที่ประชุม ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) กล่าวว่า กลุ่ม SCO ควรพิจารณาจัดตั้งธนาคารของตนเอง รวมถึงสถาบันสินเชื่อเพื่อการส่งออกขึ้นเป็นการเฉพาะ
ทั้งนี้ ประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่ม SCO ขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เพื่อเป็นขั้วคานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อประเทศสหรัฐฯ (US) ทว่า กลุ่มความร่วมมือดังกล่าวยังรวมถึงประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกรุงวอชิงตัน (Washington) อย่างประเทศปากีสถาน (Pakistan) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลักในความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง
กลุ่ม SCO สนับสนุนระเบียบโลกแบบหลายขั้ว (Multipolar World Order) ที่ลดการศูนย์กลางไว้ที่ประเทศสหรัฐฯ (US) และต้องการเพิ่มปริมาณการค้าด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ — ซึ่งทั้งสองประการถือเป็นเป้าหมายที่ประเทศอิหร่าน (Iran) พยายามผลักดันมาโดยตลอด
ในการประชุมร่วมกับ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งประเทศรัสเซีย (Russia) เมื่อวันอังคาร สำนักข่าว Student News Network (SNN) ของประเทศอิหร่าน (Iran) รายงานว่า ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ได้กล่าวระบุว่า การเข้าร่วมกลุ่ม SCO และกลุ่ม BRICS ของประเทศอิหร่าน (Iran) มีเป้าหมายเพื่อ “ต่อสู้กับลัทธิพหุภาคีฝ่ายเดียว” (Unilateralism)
แม้จะยังไม่มีการประกาศข้อตกลงทางการค้าหรือธุรกิจที่เป็นรูปธรรมในประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ร่วมกับกรุงเตหะราน (Tehran) ก็ตาม แต่กิจกรรมทางการทูตต่อสาธารณชนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่า จะเป็นเรื่องยากลำบากเพียงใดสำหรับรัฐบาลของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) ในการบีบบังคับให้สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ยอมอ่อนข้อในสงครามผ่านการบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US) ได้เขียนบทความลงในนิตยสาร Financial Times โดยให้คำมั่นว่าจะใช้ “มาตรการรุกทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดทัพมา” เพื่อกดดันรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรของกรุงวอชิงตัน (Washington) หรือไม่ก็ตาม ให้ทำการ “ตัดขาดความเชื่อมโยงทางการเงินและการค้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดของประเทศอิหร่าน (Iran)”
อย่างไรก็ดี จนถึงปัจจุบัน บรรดาประเทศอย่าง ประเทศจีน (China) ซึ่งตามปกติเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักของประเทศอิหร่าน (Iran) รวมถึง ประเทศปากีสถาน (Pakistan) และประเทศตุรกี (Turkey) ต่างพากันปฏิเสธแนวคิดที่จะยุติความสัมพันธ์ทางการค้าและธุรกิจกับประเทศอิหร่าน (Iran) หรือไม่ก็แสดงท่าทีเมินเฉยต่อคำขู่ดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ มาตรการปิดล้อมท่าเรือของประเทศอิหร่าน (Iran) โดยประเทศสหรัฐฯ (US) และปฏิบัติการทิ้งระเบิดของกรุงวอชิงตัน (Washington) เมื่อช่วงต้นปี ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นราวร้อยละ 80 ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างหนัก และอัตราการว่างงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ซึ่งถูกมองว่าเป็นสมาชิกสายสายกลางในคณะผู้นำของประเทศอิหร่าน (Iran) ได้กล่าวในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กรุงเตหะราน (Tehran) ควรยุติสงครามเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ทว่า ตัวเขาและผู้นำรายอื่นต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า จะกลับเข้าสู่การเจรจาก็ต่อเมื่อประเทศสหรัฐฯ (US) ยอมยกเลิกมาตรการปิดล้อม และยอมรับข้อตกลงตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันและกันว่าละเมิดข้อตกลงดังกล่าว
“การปรากฏตัวของประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ในการประชุมสุดยอดที่ประเทศคีร์กีซสถาน (Kyrgyzstan) ได้ส่งสารทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังเร่งกระชับความสัมพันธ์กับโครงสร้างในภูมิภาคเอเชียและยูเรเชีย ตลอดจนความพยายามในการรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ” หนังสือพิมพ์ Shargh ของประเทศอิหร่าน (Iran) รายงานเมื่อวันอังคาร “ภายใต้สภาวะกดดันขั้นสูงสุด กรุงเตหะราน (Tehran) กำลังพยายามวางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองให้เป็นผู้เล่นที่จำเป็นในเครือข่ายเศรษฐกิจ การขนส่ง และภูมิรัฐศาสตร์ของยูเรเชีย”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-01/iran-uses-xi-putin-bloc-to-counter-bessent-s-economic-warfare