.
สหรัฐฯ เข้าควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลา งัดนโยบาย “Donroe Doctrine” กระทบช่องทางจ่ายคืนหนี้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ ที่เวเนซุเอลาที่ติดค้างจีน
5-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) กำลังกลายเป็นเวทีทดสอบสำคัญสำหรับความทะเยอทะยานในภูมิภาคตะวันตกของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุแห่งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศจีน (China)
หลังจากประกาศแผนเข้าควบคุมสำรองน้ำมันดิบของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล คณะทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยเป้าหมายถัดไปคือแคมเปญบีบเค้นประเทศจีน (China) และขั้วอำนาจอย่างประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งทำเนียบขาวเรียกว่าเป็น "ผู้เล่นต่างชาติที่มีเจตนาร้าย" (Malign Foreign Actors) ออกไป เพื่อรับประกันว่า "ความเป็นใหญ่ของอเมริกาในภูมิภาคของเราจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป"
วาระถัดไปของกรุงวอชิงตัน (Washington) คือความพยายามในการปรับโครงสร้างหนี้ของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ซึ่งรวมถึงหนี้สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ติดค้างประเทศจีน (China) โดยเมื่อวันพุธ นายคริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ได้ประกาศว่า กรุงปักกิ่ง (Beijing) จะไม่มีสิทธิเรียกร้องรายได้ใดๆ จากกำลังการผลิตใหม่ของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ซึ่งถือเป็นการตัดขาดช่องทางหนึ่งในการชำระหนี้คืน
ประเทศสหรัฐฯ (US) ได้นิยามแคมเปญดังกล่าวว่าเป็นบทใหม่ของหลักการ "Donroe Doctrine" ซึ่งถูกบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Strategy) ของทำเนียบขาว โดยยืนยันถึงสิทธิฝ่ายเดียวของประเทศสหรัฐฯ (US) ในการปฏิเสธไม่ให้มหาอำนาจคู่แข่งเข้าเป็นเจ้าของหรือควบคุม "สินทรัพย์ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งภายใต้แนวคิดดังกล่าว การยึดแปลงน้ำมันในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) มาจากบริษัทประเทศจีน (China) ถือเป็นโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ในการจัดระเบียบสินทรัพย์เหล่านั้นให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของกรุงวอชิงตัน (Washington)
อย่างไรก็ตาม ประเทศจีน (China) ได้ลดระดับความเสี่ยงของตนเองในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อาจพบกับความยากลำบากในการลอกเลียนแบบปฏิบัติการขนาดใหญ่เช่นนี้ในพื้นที่อื่น ซึ่งหมายความว่า ผลกระทบต่อกรุงปักกิ่ง (Beijing) จะเน้นหนักไปในมิติทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ
นายคริสเตียน เรเยส (Christian Reyes) นักวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองชาวประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador) ซึ่งประจำอยู่ที่กรุงปักกิ่ง (Beijing) กล่าวว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) ที่หันมาใช้แนวทางแทรกแซงมากขึ้น สุ่มเสี่ยงที่จะไปขัดต่อผลประโยชน์ในภาพกว้างของประเทศจีน (China) ในภูมิภาคอเมริกาใต้
“ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) อาจไม่ได้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการยึดทรัพย์โดยตรง แต่ใช่อาจเป็นบรรทัดฐานสำหรับการถูกกีดกันโดยบังคับ” นายคริสเตียน เรเยส (Christian Reyes) กล่าว “ประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเต็มใจมากขึ้นเรื่อยๆที่จะระบุว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจบางส่วนของภูมิภาคนี้กับประเทศจีน (China) เป็นประเด็นด้านความมั่นคง และใช้คำสั่งอิทธิพลอย่างมหาศาลเพื่อบังคับใช้เส้นแดงเหล่านั้น”
การตอบสนองของประเทศจีน (China) จนถึงปัจจุบันยังคงเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย โดย นายกั๋ว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวัน ณ กรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของประเทศจีน (China) ในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) "ต้องได้รับการปกป้อง" พร้อมระบุเสริมว่า "ความร่วมมือระหว่างประเทศจีน (China) และประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายที่สามใดๆ"
ก่อนที่จะถึงกำหนดการเยือนประเทศสหรัฐฯ (US) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ในเดือนนี้ บรรดาเจ้าหน้าที่จากประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกทั้งสองแห่ง ต่างพยายามหลีกเลี่ยงข้อขัดแย้งใหญ่โต แม้ว่าจะมีความเห็นขัดแย้งกันในหลากหลายประเด็น ตั้งแต่ความไม่สมดุลทางการค้า ไปจนถึงการสนับสนุนทางเศรษฐกิจของกรุงปักกิ่ง (Beijing) แก่กรุงเตหะราน (Tehran) ก็ตาม
ปัจจุบันยังคงไม่แน่ชัดว่า โครงการที่เชื่อมโยงกับประเทศจีน (China) ถูกรวมอยู่ในข้อตกลงสัมปทานระยะเวลา 100 ปีที่ประกาศโดยกรุงวอชิงตัน (Washington) มากน้อยเพียงใด เนื่องจากทางการประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ยังไม่ได้ระบุแปลงน้ำมันที่ครอบคลุมภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวต่อสาธารณชน โดยรัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) ได้เจรจาถือหุ้นร้อยละ 35 ในบริษัท North American Blue Energy Partners ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของ นายอเลฮานโดร เบต็องกูร์ (Alejandro Betancourt) นักธุรกิจชาวเวเนซุเอลา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้สามารถเข้าถึงแปลงน้ำมันในท้องถิ่นจำนวน 17 แห่ง
นางมีชาล เมดัน (Michal Meidan) หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจีนแห่ง Oxford Institute for Energy Studies กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวมักจะ "ทำให้ความเป็นไปได้ที่หนี้สินจะได้รับชำระคืนในเร็วๆ นี้ลดน้อยลง" พร้อมระบุว่า "น่าสนใจที่จะติดตามดูว่าประเด็นนี้จะถูกยกขึ้นมาหารือในการประชุมระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ในช่วงปลายเดือนนี้หรือไม่ แต่ฉันยังคงกังขาในเรื่องนี้"
สำหรับกรุงปักกิ่ง (Beijing) ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ได้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีความสำคัญลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) คิดเป็นเพียงร้อยละ 4 ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของประเทศจีน (China) ในปี 2025 และไม่มีรายงานการส่งมอบน้ำมันจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ถึงประเทศจีน (China) อีกเลย นับตั้งแต่คณะทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เข้าควบคุมสินทรัพย์ภายหลังการจับกุมอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
ผลกระทบที่รุนแรงกว่าอาจตกอยู่กับภาระหนี้สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ติดค้างสถาบันการเงินของประเทศจีน (China) ซึ่งผูกติดกับโควตาน้ำมันดิบที่ยังไม่ได้ส่งมอบ แม้ว่ากรุงคีราคัส (Caracas) จะหยุดเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้สินดังกล่าวภายหลังการผิดนัดชำระหนี้ตราสารสารหนี้ในปี 2017 แต่ย่อดยอดหนี้รวมสะสมต่อประเทศจีน (China) คาดว่าจะมีมูลค่าอย่างน้อย 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ปี 2025
ตัวเลขดังกล่าวนับว่าลดลงอย่างมากจากจุดสูงสุด โดยประเทศจีน (China) ได้เริ่มสนับสนุนการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐานและโครงการพลังงานในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เป็นครั้งแรกในปี 2007 ภายใต้รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลประเทศจีน (China) ได้ปล่อยสินเชื่อโดยมีน้ำมันเป็นหลักประกันให้แก่ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) สูงกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2015
ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรของประเทศสหรัฐฯ (US) ต่อกรุงคาราคัส (Caracas) ทวีความเข้มงวดขึ้นในเวลาต่อมา ประเทศจีน (China) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของน้ำมันดิบเวเนซุเอลา และเป็นเจ้าหนี้ต่างชาติที่สำคัญที่สุด โดยบริษัทรัฐวิสาหกิจ รวมถึง China National Petroleum Corp. (CNPC) บริษัทแม่ของ PetroChina Co. และ China National Offshore Oil Corp. (CNOOC) ได้พัฒนาโครงการน้ำมันและก๊าซในเขตน้ำมันหนักโอริโนโก (Orinoco) และพื้นที่อื่น
นอกจากนี้ บริษัทเอกชนของประเทศจีน (China) รวมถึง Concord Resources ได้เข้าร่วมลงทุนในสิทธิประโยชน์สินทรัพย์ต้นน้ำ (Upstream Assets) เช่นกัน
ทว่า สภาพแวดล้อมในการดำเนินงานเริ่มยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ย่ำแย่ลง และสถานประกอบการผลิตทำงานต่ำกว่าศักยภาพที่ตั้งไว้ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเร่งตัวขึ้นหลังจากประเทศสหรัฐฯ (US) ออกมาตรการคว่ำบาตรภาคพลังงานของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ในปี 2019 แม้ว่าบริษัทร่วมทุนดั้งเดิมบางแห่งและเจ้าหน้าที่สัญญาจ้าง รวมถึงจาก CNPC อาจยังคงอยู่ในกรุงคาราคัส (Caracas) ก็ตาม
นั่นหมายความว่า การกล่าวอ้างของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ว่าจะยึดแปลงน้ำมันคืนจากศัตรูต่างชาติ จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อบริษัทจากประเทศจีน (China) ซึ่งได้ลดขนาดการดำเนินงานลงแล้วตามการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของกรุงปักกิ่ง (Beijing)
แต่ผลกระทบที่หนักหน่วงกว่าอาจตกอยู่กับโรงกลั่นน้ำมันของประเทศจีน (China) ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของอุปทานจากประเทศอิหร่าน (Iran) อยู่ก่อนแล้ว
โดยเฉพาะโรงกลั่นอิสระในมณฑลซานตง (Shandong) ที่พึ่งพาน้ำมันดิบชนิดหนักจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางมะตอย (Bitumen) มาอย่างยาวนาน การสูญเสียอุปทานดังกล่าวส่งผลให้อุปทานยางมะตอยในประเทศตึงตัวขึ้น ซึ่งช่วยดันราคาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
สำหรับบริษัทและเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ของประเทศจีน (China) ในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ความเสี่ยงในการทำธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเรื่องที่รับทราบกันดีอยู่แล้ว ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า ความปั่นป่วนล่าสุดนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด
“อเมริกาใต้เป็นทางแยกทางภูมิรัฐศาสตร์มาอย่างยาวนาน ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศจีน (China) และประเทศสหรัฐฯ (US) มาบรรจบกัน และในบางครั้งก็ปะทะกัน” นางเหลียว น่า (Liao Na) ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยพลังงาน GL Consulting กล่าว “เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญที่ทั้งสองมหาอำนาจมอบให้แก่ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อใดก็ตามที่ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายซ้อนทับกัน”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-04/us-grab-of-venezuela-denies-china-oil-billions-in-debt-payments?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy