.
เยอรมนีเร่งเตรียมโรงพยาบาลรับสภาวะสงคราม ฟื้นบังเกอร์ยุคสงครามเย็น ฝึกศัลยแพทย์รักษาบาดแผลสนามรบ-ทหารบาดเจ็บ -รองรับโดรนโจมตีและผู้บาดเจ็บล้นระบบ
17-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โรงพยาบาลทหารเมืองอุล์ม (Ulm) ทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนี (Germany) ดูภายนอกไม่ต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป ทว่าลึกลงไปหลายเมตรใต้ตึกผู้ป่วย คือบังเกอร์ใต้ดินยุคสงครามเย็นที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมาเกือบ 3 ทศวรรษ ซึ่งกำลังถูกกองทัพเยอรมนี (Bundeswehr) พิจารณาฟื้นฟูขึ้นมาใช้งานอีกครั้ง
สิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ใต้ดินแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1979 ท่ามกลางสภาวะเผชิญหน้าระหว่างกรุงมอสโก (Moscow) และชาติตะวันตก ถูกออกแบบให้แพทย์รักษาทหารบาดเจ็บได้ต่อเนื่องในกรณีถูกโจมตีด้วยนิวเคลียร์ รองรับผู้คนได้สูงสุด 2,000 คน เป็นเวลา 90 วัน ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศเยอรมนี (Germany) กำลังเร่งประเมินศักยภาพระบบสาธารณสุขเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสภาวะการณ์ป้องกันประเทศ หลังเผชิญการโจมตีแบบไฮบริด (hybrid attacks) พุ่งสูงนับตั้งแต่ประเทศรัสเซีย (Russia) รุกรานประเทศยูเครน (Ukraine) เช่น เหตุพยายามใช้โดรนติดวัตถุระเบิดโจมตีท่าอากาศยานเมืองไลพ์ซิช (Leipzig) และการโจมตีทางไซเบอร์หลายครั้งต่อโรงพยาบาล
ด้าน นายโบริส พิสโตรีอุส (Boris Pistorius) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเยอรมนี เตือนว่า ประเทศรัสเซีย (Russia) อาจพร้อมโจมตีดินแดนองค์กร NATO ภายในปี 2029 ซึ่งหากเกิดขึ้น ประเทศเยอรมนี (Germany) ในฐานะจุดยุทธศาสตร์ใจกลางทวีปยุโรป (Europe) จะกลายเป็นศูนย์กลางส่งผ่านกำลังพลและรักษาพยาบาลทหาร โดยกองทัพเยอรมนี (Bundeswehr) คำนวณว่าอาจมีทหารบาดเจ็บเดินทางมาถึงสูงถึง 1,000 นายต่อวัน ซึ่งเกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลทหารทั้ง 5 แห่ง และกฎหมายจะบีบให้โรงพยาบาลภาคพลเรือนต้องเข้าร่วม จนอาจต้องคัดแยกเกณฑ์การรักษา (triage) ระหว่างทหารและพลเรือน
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความสนใจมุ่งไปที่บังเกอร์ทางการแพทย์ เช่น ในเมืองอุล์ม (Ulm) ที่ยังคงสภาพดีพอในการนำกลับมาใช้งาน แม้ต้องใช้นโยบายงบประมาณหลายล้านยูโรในการปรับปรุงระบบระบายอากาศและไฟฟ้าเดิมก็ตาม
“ระบบสาธารณสุขของเราพร้อมสำหรับสิ่งนี้หรือไม่? คำตอบคือ: ไม่” นายแพทย์ เบเนดิกต์ ฟรีแมร์ท (Benedikt Friemert) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทหารเมืองอุล์ม (Military Hospital in Ulm) กล่าว “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคือการวิ่งมาราธอน”
นอกจากการจัดหาเตียง ประเทศเยอรมนี (Germany) ยังเผชิญปัญหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาบาดแผลสงครามที่มีเพียงไม่กี่ร้อยคน กองทัพเยอรมนี (Bundeswehr) และสมาคมศัลยกรรมอุบัติเหตุแห่งเยอรมนี (German Trauma Society: DGU) จึงร่วมกันเปิดหลักสูตรฝึกอบรมศัลยแพทย์ภาคพลเรือนเกี่ยวกับการรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก (mass-casualty events) นายซาชา โฟลเอ (Sascha Flohé) เลขาธิการ DGU ระบุว่า ความต้องการเข้าร่วมพุ่งสูงจนเต็มล่วงหน้าหลายสัปดาห์ แม้โปรแกรมเข้มข้นที่ใช้ร่างอาจารย์ใหญ่ (cadavers) และสุกรยาสลบจะฝึกได้เพียง 50–100 คนต่อปีก็ตาม
ยุทธศาสตร์การลำเลียงทหารบาดเจ็บจากแนวหน้าสู่โรงพยาบาลพลเรือนผ่านการทดสอบในการฝึกซ้อมครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยจำลองเหตุการณ์โจมตีประเทศลิทัวเนีย (Lithuania) และเคลื่อนย้ายทหารมายังโรงพยาบาลในกรุงเบอร์ลิน (Berlin) และรัฐบรันเดินบวร์ก (Brandenburg) แม้การฝึกซ้อมดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่นายซาชา โฟลเอ (Sascha Flohé) ชี้ว่า ยังจำเป็นต้องฝึกซ้อมการสื่อสารระหว่างสองระบบเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงทางสาธารณสุข (Health Security Act) ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในฤดูใบไม้ร่วงนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระบบภาพรวมแบบเรียลไทม์ของเตียง ยา และบุคลากร เนื่องจากปัจจุบันระบบยังกระจัดกระจาย
“ขณะนี้ เรามีลักษณะเป็นเกาะที่แยกขาดจากกัน นั่นคือโรงพยาบาลต่างๆ” นางมารีอา-เลนา ไวส์ (Maria-Lena Weiss) สมาชิกรัฐสภาเยอรมนี (Bundestag) พรรค Christian Democratic Union (CDU) กล่าว “ตอนนี้คือการเชื่อมต่อเกาะเหล่านั้นเข้ากับระบบภาพรวม”
ด้านภาคเอกชน บริษัทชีวเทคโนโลยี CSL (CSL) ประเมินว่าพนักงานในบางแผนกอาจสูงถึง 20% ที่ถูกเรียกตัวเป็นทหารกองหนุน ขณะที่พนักงานขับรถบรรทุกลำเลียงสินค้าจากทวีปยุโรปตะวันออก (Eastern Europe) อาจถูกประเทศบ้านเกิดเรียกเกณฑ์ทหารเช่นกัน นางอันเนเกรต วิททิช-เฮิฟเฟอร์ (Annegret Wittich-Höffer) ผู้บริหาร CSL เตือนว่า การผลิตยาศัลยกรรมอุบัติเหตุต้องใช้เวลารวบรวมพลาสมานานถึงหนึ่งปี ทำให้การจัดสร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทำได้ยาก “หากปราศจากปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (blood-clotting factors) สถานการณ์จะตรึงตัวอย่างหนัก และไม่มีใครพร้อมรับมือ” เธอกล่าว
นายไมเคิล ไอ (Michael Ey) พาร์ตเนอร์จาก PwC (PwC) เสนอให้ประเทศเยอรมนี (Germany) สร้างคลังสำรองเวชภัณฑ์แบบกระจายศูนย์ เนื่องจากระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (just-in-time) บั่นทอนความยืดหยุ่นยามวิกฤต ขณะที่ นางคาเทรีนา บีเอลกา (Kateryna Bielka) วิสัญญีแพทย์ ณ กรุงเคียฟ (Kyiv) ประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ถอดบทเรียนการปรับตัวยามสงคราม ทั้งการย้ายผู้ป่วยลงชั้นใต้ดิน การกั้นกระจกป้องกันเศษซาก และการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับแผงโซลาร์เซลล์รับมือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
ฝั่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอุล์ม (Ulm University Hospital) กำลังศึกษาการปรับลานจอดรถใต้ดินเป็นที่หลบภัยฉุกเฉินระยะยาว โดย นายอูโด ไคเซอร์ส (Udo Kaisers) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ แสดงความกังวลเรื่องการพึ่งพาประเทศจีน (China) สำหรับส่วนผสมสำคัญในยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด รวมถึงข้อจำกัดทางงบประมาณที่กำหนดให้โรงพยาบาลสต็อกยารักษาโรคหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ไว้เพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
“ระบบสาธารณสุขคือศูนย์กลางการขับเคลื่อนของสังคม” นายอูโด ไคเซอร์ส (Udo Kaisers) สรุป “ความเหนียวแน่นทางสังคม และขวัญกำลังใจของประชาชน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถรักษาพันธสัญญาด้านการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนได้หรือไม่”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-09-16/germany-s-hospitals-prepare-for-war-and-mass-casualties-as-russia-threat-looms?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy