.
สหรัฐฯ เผยว่ามีอาวุธประจำการอยู่ในอวกาศ
16-9-2026
สหรัฐฯ ยอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีอาวุธอยู่ในอวกาศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินอยู่กับรัสเซียและจีน
ทรอย เมงค์ รัฐมนตรีกองทัพอากาศสหรัฐฯ เปิดเผยเรื่องการนำอาวุธดังกล่าวไปประจำการเมื่อวันจันทร์ ระหว่างพิธีเปิดการประชุม Air, Space & Cyber Conference 2026 ของสมาคมกองทัพอากาศและอวกาศ (Air & Space Forces Association) ที่เมืองเนชันแนลฮาร์เบอร์ รัฐแมริแลนด์
เมงค์กล่าวในการปราศรัยสำคัญว่า “ในวันนี้ เรายังคงเดินหน้าทำให้แน่ใจว่าเรามีความพร้อมที่จะรับมือกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าภัยคุกคามเหล่านั้นจะเกิดขึ้นที่ใด” เขากล่าวต่อว่า “นี่คือเหตุผลที่กองกำลังอวกาศ (Space Force) ในขณะนี้มีอาวุธควบคุมอวกาศที่ประจำการอยู่ในวงโคจร ซึ่งสามารถปกป้องกำลังรบร่วมจากการกระทำที่เป็นภัยของฝ่ายตรงข้ามได้” อย่างไรก็ตาม เมงค์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมกล่าวว่าเรื่องดังกล่าว “มีความสำคัญจากมุมมองด้านการยับยั้ง”
ในช่วงถาม-ตอบ เมงค์ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด โดยเน้นย้ำว่าถ้อยคำที่เขาใช้ในการกล่าวปราศรัยนั้น “ผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี”
เขากล่าวว่า “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องรักษาความเหนือกว่าของเรา ไม่เพียงแต่ในอากาศ แต่รวมถึงในอวกาศด้วย”
หนังสือพิมพ์ The Washington Post อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งว่า เทคโนโลยีที่เมงค์กล่าวถึงอาจรวมถึงความสามารถในการ “ทำลาย” ดาวเทียมของฝ่ายศัตรู หากดาวเทียมดังกล่าวถูกใช้เพื่อโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ หรือดาวเทียมของสหรัฐฯ
ไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศห้ามนำอาวุธไปประจำการในอวกาศ
ปัจจุบันยังไม่มีข้อห้ามระหว่างประเทศเกี่ยวกับการนำอาวุธไปประจำการในอวกาศ ตราบใดที่อาวุธเหล่านั้นไม่ใช่อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จัดตั้ง กองกำลังอวกาศ (Space Force) ในปี 2019 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก โดยเรียกอวกาศว่าเป็น “พื้นที่การทำสงครามแห่งใหม่ล่าสุดของโลก”
เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์เปิดเผยแผนการจัดทำ Golden Dome ซึ่งเป็นระบบป้องกันขีปนาวุธแบบหลายชั้นที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องสหรัฐฯ ทั้งประเทศ โดยระบบดังกล่าวรวมถึงแนวคิดการใช้เครื่องสกัดกั้นขีปนาวุธที่ประจำการอยู่ในอวกาศ
โครงการนี้มีลักษณะคล้ายกับ Strategic Defense Initiative (SDI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Star Wars” ซึ่งริเริ่มโดยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐฯ ในช่วงที่สงครามเย็นทวีความตึงเครียดในปี 1983
โครงการอันทะเยอทะยานของเรแกนถูกลดขนาดลงในเวลาต่อมา และท้ายที่สุดก็ถูกยกเลิก โดยไม่มีการนำอาวุธที่ประจำการอยู่ในอวกาศตามแนวคิดดังกล่าวมาใช้งานจริง
เมื่อเดือนมีนาคม รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ประณามสิ่งที่เขาเรียกว่า “การทำให้อวกาศเป็นพื้นที่ทางทหาร” และกล่าวว่าโครงการ Golden Dome “เป็นภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์”
นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา สหรัฐฯ จีน อินเดีย และรัสเซีย ต่างเคยทดสอบ อาวุธต่อต้านดาวเทียม (anti-satellite weapons)
ในเดือนพฤศจิกายน 2021 กองทัพรัสเซียประสบความสำเร็จในการทำลายดาวเทียมสอดแนมของสหภาพโซเวียตที่ปลดประจำการแล้ว
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุในเวลานั้นว่า ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ
ที่มา RT
----------------------------
“อาวุธอวกาศ” ที่สหรัฐฯ อ้างว่าได้ส่งขึ้นไปโคจรในอวกาศนั้นคืออะไร? ขณะจีน-รัสเซียเรียกร้องยุติการแข่งขันสะสมอาวุธเหนือพื้นโลก
16-9-2026
สำนักข่าว Al Jazeera คำประกาศเปิดเผยอย่างเด็ดขาดและหายากจากกรุงวอชิงตัน (Washington) คาดว่าจะสร้างความตื่นตระหนกแก่ทั้งประเทศพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม
ประเทศสหรัฐฯ (US) ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่าได้ดำเนินการวางกำลังระบบอาวุธในอวกาศ (space weapons) บริเวณวงโคจรของโลก โดย นายทรอย เมงก์ (Troy Meink) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ ยืนยันในงานประชุม Air, Space and Cyber Conference เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ระบบ "อาวุธควบคุมอวกาศ" (space control weapons) ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องกองกำลังร่วม (Joint Force) ของประเทศสหรัฐฯ (US) จากภัยคุกคาม ซึ่งถือเป็นบทใหม่ครั้งสำคัญในการเพิ่มความมุ่งหมายทางการทหารในอวกาศและสร้างความโปร่งใสในภารกิจ
คำประกาศดังกล่าวถูกวางกรอบเป็นสารส่งถึงประเทศคู่แข่งอย่างประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเปลี่ยนวงโคจรโลกให้กลายเป็นโดเมนทางการทหารที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น ซึ่งสงครามอนาคตอาจครอบคลุมการโจมตีดาวเทียมที่ให้บริการ GPS, การสื่อสาร และข่าวกรองทางการทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือน
นางวิกตอเรีย แซมสัน (Victoria Samson) ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงและเสถียรภาพทางอวกาศแห่งองค์กร Secure World Foundation (SWF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) นิยาม "การควบคุมอวกาศ" (space control) ว่าเป็นผลลัพธ์ของการบรรลุความเหนือกว่าทางอวกาศ (space superiority) เพื่อปฏิบัติการ ณ เวลาและสถานที่ที่เลือก พร้อมขัดขวางไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกระทำได้เช่นเดียวกัน
รายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธประจำการในอวกาศ
ข้อมูลอาวุธดังกล่าวยังมีจำกัด โดย นายทรอย เมงก์ (Troy Meink) ระบุเพียงว่าประเทศสหรัฐฯ (US) ประจำการอาวุธควบคุมอวกาศในวงโคจร (on-orbit space control weapons) แล้ว แต่ไม่ได้ระบุจำนวน ห้วงเวลาการจัดวาง ตำแหน่ง หรือรายละเอียดภารกิจ โดยเน้นย้ำว่าการควบคุมอวกาศครอบคลุมภารกิจต่อสู้ทั้งด้วยมาตรการทางกายภาพ (kinetic) และทางอิเล็กทรอนิกส์ (non-kinetic) เพื่อวัตถุประสงค์ทั้งเชิงรุกและเชิงรับ
นางวิกตอเรีย แซมสัน (Victoria Samson) ชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงรับรองการวาง "อาวุธ" ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะไว้ในอวกาศ จากเดิมที่มักอ้างว่าเป็นเพียง "ระบบที่มีศักยภาพ" (systems with capabilities) โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า อาวุธเหล่านี้น่าจะเป็นอุปกรณ์รบกวนสัญญาณการสื่อสารบนอวกาศ (space-based communications jammers) มากกว่าอาวุธทางกายภาพประเภทพุ่งชนทำลาย (kinetic kill vehicle) ที่เสี่ยงสร้างขยะอวกาศ (space debris) ความเร็วสูงอันตราย
ด้าน นายเบล็ดดิน โบเวน (Bleddyn Bowen) รองศาสตราจารย์ด้านอวกาศการเมืองแห่ง Durham University ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ให้สัมภาษณ์รายการ Radio 4 Today ของสำนักข่าว BBC ว่า อาวุธดังกล่าวน่าจะอยู่ในรูปแบบแพลตฟอร์มสงครามอิเล็กทรอนิกส์หรือการรบกวนสัญญาณวิทยุ ซึ่งเป็นอาวุธต่อต้านดาวเทียมประเภทไม่ทำลายล้าง ขณะที่ความเป็นไปได้ของยานพาหนะปลดปล่อยหัวกระสุนเพื่อพุ่งชนทำลายดาวเทียมมีน้อยกว่า
บทบาทของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force)
กองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) จัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2019 ในสมัยแรกของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นเหล่าทัพใหม่ภายใต้กระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ (US Air Force) และขึ้นตรงต่อกองบัญชาการอวกาศสหรัฐฯ (US Space Command) ณ อาคาร Pentagon รัฐเวอร์จิเนีย ทำหน้าที่ควบคุม คุ้มครองดาวเทียมทางการทหาร ให้บริการสื่อสาร/ระบุตำแหน่ง เฝ้าระวังวัตถุภัยคุกคาม และสนับสนุนกองกำลังบนพื้นดิน ต่างจากองค์กร NASA ที่มุ่งเน้นการสำรวจอวกาศภาคพลเรือน
เว็บไซต์ทางการของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า ประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) กำลังพัฒนาระบบอวกาศใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการทหาร ลดการพึ่งพาบริการของประเทศสหรัฐฯ (US) พร้อมทั้งทดสอบและประจำการศักยภาพต่อต้านอวกาศ (counterspace capabilities) เพื่อก่อกวนและลดทอนศักยภาพอวกาศของสหรัฐฯ
ข้อจำกัดของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอวกาศ
แม้จะมี สนธิสัญญาอวกาศปี 1967 (1967 Outer Space Treaty) ที่สั่งห้ามการนำอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธมหาประลัยเข้าสู่วงโคจร รวมถึงห้ามสร้างฐานทัพและการทดสอบอาวุธบนดวงจันทร์และวัตถุบนท้องฟ้า แต่สนธิสัญญาดังกล่าวไม่ได้สั่งห้ามการวางอาวุธทั่วไป (conventional weapons) ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาวุธต่อต้านดาวเทียมแบบดั้งเดิมไว้ในวงโคจรโลกอย่างชัดเจน ช่องว่างทางกฎหมายนี้จึงนำไปสู่การยกระดับกิจกรรมทางการทหารในอวกาศ
ท่าทีและการตอบโต้จากประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia)
ทางการประเทศจีน (China) แสดงท่าทีคัดค้านเด็ดขาด โดย นายกัว จี๋คุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเรียกร้องให้ประเทศสหรัฐฯ (US) ยุติการขยายศักยภาพทางการทหารและการเตรียมพร้อมทำสงคราม พร้อมเตือนเรื่องการปรับเปลี่ยนอวกาศภายนอกเป็นอาวุธ เปลี่ยนอวกาศเป็นสมรภูมิ และการแข่งขันสั่งสมอาวุธ
ด้านประเทศรัสเซีย (Russia) โดย นายดมิทรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน เรียกร้องให้อวกาศคงสถานะปราศจากอาวุธใดๆ และหวังให้เกิดความร่วมมือสากลเพื่อการปลอดทหารอย่างสมบูรณ์ในอวกาศ (complete demilitarisation of space)
การพัฒนาอาวุธในอวกาศของประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia)
รายงานปี 2025 จากสถาบัน Center for Strategic and International Studies (CSIS) ระบุว่า ทั้งกรุงมอสโก (Moscow) และกรุงปักกิ่ง (Beijing) ต่างครอบครองและพัฒนาอาวุธต่อต้านอวกาศทั้งประเภททางกายภาพ (kinetic) และทางอิเล็กทรอนิกส์ (non-kinetic) เช่น ขีปนาวุธยิงจากพื้นสู่อวกาศ (direct-ascent anti-satellite: ASAT), การรบกวนสัญญาณ (jamming), การหลอกลวงสัญญาณ (spoofing) และยุทธการทางไซเบอร์
นางวิกตอเรีย แซมสัน (Victoria Samson) จาก SWF ระบุกับ Al Jazeera ว่า รายงานวิจัยยืนยันว่าประเทศจีน (China) และประเทศรัสเซีย (Russia) มีอุปกรณ์รบกวนสัญญาณบนอวกาศอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ประเทศสหรัฐฯ (US) จะมีเช่นกัน ขณะที่ นายเบล็ดดิน โบเวน (Bleddyn Bowen) เสริมว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนและรัสเซียดำเนินยุทธการเข้าใกล้และนัดพบ (rendezvous and proximity operations) โดยบินเข้าใกล้ดาวเทียมชาติตะวันตกเพื่อตรวจสำรวจถ่ายภาพ และประเทศจีน (China) เคยสาธิตศักยภาพ "เรือลากจูงอวกาศ" (space tug) เข้าประกบ จับยึด และเคลื่อนย้ายดาวเทียมเก่าของตนเองไปยังวงโคจรอื่น
ศักยภาพอวกาศของประเทศอื่นๆ
การแข่งขันสั่งสมอาวุธในอวกาศขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยประเทศอินเดีย (India) ได้สาธิตศักยภาพอาวุธ ASAT และกำลังพัฒนายานอวกาศปฏิบัติการร่วมกับดาวเทียมดวงอื่น ประเทศฝรั่งเศส (France) กำลังพัฒนาศักยภาพร่วมในวงโคจร (co-orbital capabilities) ขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ดำเนินปฏิบัติการร่วมในวงโคจรกับประเทศสหรัฐฯ (US)
รายงานปี 2026 ของ SWF ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) ใช้การรบกวนและหลอกลวงสัญญาณดาวเทียมเพิ่มขึ้น ประเทศอิสราเอล (Israel) พัฒนาศักยภาพอวกาศทางการทหารและสงครามอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญ แม้ไม่มีบันทึกทดสอบ ASAT ที่สร้างขยะอวกาศ ส่วนประเทศเกาหลีเหนือ (North Korea) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงเช่นกัน
อวกาศกับสภาวะสมรภูมิรบแห่งใหม่
โฆษกกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) กล่าวกับ ABC News ว่า ศักยภาพของประเทศสหรัฐฯ (US) นำมาใช้ได้ทั้งเชิงรุกและเชิงรับตามคำสั่งยุทธการ โดยย้ำว่ากรุงวอชิงตัน (Washington) เตือนการทดสอบอาวุธของจีนและรัสเซียมาตั้งแต่ปี 2007 การสื่อสารเปิดเผยจะช่วยเสริมการป้องปรามและสร้างบรรทัดฐานปฏิบัติการอวกาศร่วมกับเหล่าทัพอื่น
อย่างไรก็ตาม นางวิกตอเรีย แซมสัน (Victoria Samson) สรุปเตือนว่า แถลงการณ์ของ นายทรอย เมงก์ (Troy Meink) ถือเป็นการ "ข้ามเส้น" ที่สร้างบรรทัดฐานให้การใช้อาวุธในอวกาศกลายเป็นเรื่องปกติ (normalise weaponising space) สิ่งนี้จะกระตุ้นให้ประเทศจีน (China), ประเทศรัสเซีย (Russia) หรือพันธมิตรของสหรัฐฯ เร่งประกาศวางกำลังอาวุธในอวกาศตาม นำไปสู่สภาวะบั่นทอนเสถียรภาพอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลย้อนกลับต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ เอง เนื่องจากทุกคนบนโลกต้องพึ่งพาข้อมูลและบริการทางอวกาศ การขัดขวางอวกาศจึงส่งผลกระทบต่อคนทุกคนทั่วโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.aljazeera.com/features/2026/9/15/what-are-space-weapons-which-us-says-it-has-deployed-into-orbit