.
กลุ่ม GCC ประเทศอ่าวเปอร์เซีย เตรียมเปิดฉาก 'ถกอิหร่าน' กู้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสงครามยืดเยื้อ
12-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กลุ่มประเทศสมาชิกสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ หรือ GCC (Gulf Cooperation Council) จำนวน 6 ประเทศ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดประชุมร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ของประเทศอิหร่าน (Iran) ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งหากการประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Iran) นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อกว่า 6 เดือนก่อน ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์
แหล่งข่าวที่ไม่ขอเปิดเผยนามเนื่องจากเป็นการหารือในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ระบุว่า ประเทศโอมาน (Oman) กำลังตั้งเป้าที่จะนำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากกลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) และประเทศอิหร่าน (Iran) มาประชุมร่วมกันในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ณ เมืองซาลาลาห์ (Salalah) ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของประเทศโอมาน (Oman)
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเน้นย้ำว่าการประชุมดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ โดยแหล่งข่าวสองรายให้ความเห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นระหว่างกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) กับกลุ่มฮูตี (Houthis) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีฐานอยู่ในประเทศเยเมน (Yemen) และได้รับการสนับสนุนจากประเทศอิหร่าน (Iran) อาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้แผนการประชุมซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แม้ว่าการประชุมจะสามารถจัดขึ้นได้จริง แต่ยังคงไม่ชัดเจนว่าประเทศสมาชิกทั้งหมดในกลุ่ม ซึ่งรวมถึงประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ประเทศกาตาร์ (Qatar) และประเทศโอมาน (Oman) จะเข้าร่วมครบทุกประเทศหรือไม่
ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของประเทศโอมาน (Oman) ยังไม่ได้ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในทันที โดยสำนักข่าวเดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส (Financial Times) เป็นสื่อรายแรกที่รายงานข่าวเกี่ยวกับการนัดหมายประชุมครั้งนี้
ด้านสถานการณ์ตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากความเป็นไปได้ที่จะเห็นการยุติสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) ในระยะสั้นนั้นมีน้อยลงเรื่อยๆ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อยู่ในทิศทางที่จะทำสถิติปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แม้ว่าในวันศุกร์ราคาจะลดลงมากกว่า 3% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (International Energy Agency) ออกเตือนถึงแนวโน้มอุปสงค์และการบริโภคที่ย่ำแย่ลงก็ตาม
สถานการณ์ความขัดแย้งตกอยู่ในสภาวะทางตัน โดยการโจมตีโต้ตอบระหว่างสองฝ่ายเพื่อแย่งชิงการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะและมีความรุนแรงในระดับต่ำ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ทั้งกรุงเตหะราน (Tehran) และกรุงวอชิงตัน (Washington) ต่างกำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับความขัดแย้งที่จะยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน หรืออาจยาวนานกว่านั้น เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดพร้อมที่จะประนีประนอมหรือยอมอ่อนข้ออันจะนำไปสู่การฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพ
ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญระดับโลกในการขนส่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์ ได้ถูกปิดลงโดยปริยายหลังจากประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดใส่ประเทศอิหร่าน (Iran) เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยกรุงวอชิงตัน (Washington) พยายามใช้มาตรการปิดล้อมทางเรือเพื่อกดดันสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้ บังคับให้กรุงเตหะราน (Tehran) ยอมเปิดทางให้เรือสินค้าเดินทางผ่านได้อย่างเสรีอีกครั้ง
ทว่า ประเทศอิหร่าน (Iran) ยังคงยืนกรานที่จะรักษาอำนาจในการควบคุมเส้นทางน้ำดังกล่าว และได้ดำเนินกระบวนการเจรจากับประเทศโอมาน (Oman) มานานหลายสัปดาห์ เพื่อจัดทำกรอบการบริหารจัดการจราจรทางเรือ ซึ่งมีแนวโน้มจะรวมถึงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินทางผ่าน ซึ่งมาตรการนี้ได้รับการคัดค้านอย่างหนักจากประเทศสหรัฐฯ (US) และกลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า สมาชิกกลุ่มสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) จะยอมรับข้อตกลงชั่วคราวที่จะช่วยให้การจราจรทางเรือเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้หรือไม่
แม้ปฏิบัติการทางทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอิหร่าน (Iran) จนส่งผลให้ค่าเงินเรียล (rial) อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเกือบ 90% แต่ผู้นำของประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่อ่อนข้อในประเด็นการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หรือยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา จนกว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมยืนยันจะเดินหน้าตอบโต้การโจมตีของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่มีต่อเรือและดินแดนของตนต่อไป
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีเรือสินค้าสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการแอบเดินทางอย่างลับๆ ในเวลากลางคืน พร้อมปิดเครื่องส่งสัญญาณระบุตัวตน (transponders) และอาศัยการคุ้มกันจากกองกำลังทางทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) ท่ามกลางการตกเป็นเป้าการยิงโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากประเทศอิหร่าน (Iran) อย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะสามารถปรับไปใช้ท่อส่งน้ำมันเพื่อหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์คอขวดดังกล่าวสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ได้สำเร็จ แต่สภาพการปิดช่องแคบโดยปริยายนี้ยังคงส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้ามายังภูมิภาคนี้
ผลกระทบทางเศรษฐกิจดังกล่าวเห็นได้ชัดจากสัปดาห์นี้ ซึ่งประเทศกาตาร์ (Qatar) ได้ประกาศตัวเลขการขาดดุลงบประมาณในไตรมาสที่สองสูงที่สุดในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ปรับตัวหดตัวลงในช่วงเวลาเดียวกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-11/gulf-states-may-meet-iran-next-week-to-discuss-future-of-hormuz?utm_source=website&utm_medium=share&utm_campaign=copy