.
ผู้เชี่ยวชาญความมั่นคง สหรัฐฯ-จีน เสนอเสนอมาตรการป้องกันความเสี่ยงจาก AI ในรูปแบบเดียวกับที่ใช้กับอาวุธนิวเคลียร์
18-9-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้าแทรกแซงเครือข่ายบัญชาการนิวเคลียร์ หรือเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ทางการทหาร อาจส่งผลให้กรุงวอชิงตัน (Washington) หรือกรุงปักกิ่ง (Beijing) เหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีในการตัดสินใจว่ารัฐบาลของอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีใส่ตนหรือไม่ ตามการเตือนของบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China)
บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวทีหารือความมั่นคง สหรัฐฯ-จีน (U.S.-China dialogue) ที่ทำหน้าที่จัดทำข้อมูลสนับสนุนการหารือระดับทางการ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศเตรียมความพร้อมรับมือสภาวการณ์ดังกล่าว ท่ามกลางความกังวลที่ปรับตัวสูงขึ้นเกี่ยวกับระบบเทคโนโลยีที่มี ศักยภาพสูงขึ้นและมีความเป็นอิสระ (autonomous) มากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอของพวกเขารวมถึง การกำหนด "เส้นแดง" (red lines) รอบระบบนิวเคลียร์ การคงอำนาจการควบคุมของมนุษย์เหนือการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีผลกระทบสูง ตลอดจนการจัดตั้งสายด่วนฉุกเฉิน (hotline) สำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบ AI อัตโนมัติ
ข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่วงหน้าก่อนการเปิดฉากการเจรจาด้าน AI ระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ และการประชุมสุดยอดที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน (Washington) ในวันที่ 24 กันยายนที่จะถึงนี้ ระหว่าง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China)
คณะผู้เขียนประกอบด้วย นางเมลานี ซิสซอน (Melanie Sisson) นักวิจัยอาวุโสแห่งสถาบันคลังสมอง Brookings Institution (Brookings Institution) และ นายเจียง เทียนเจียว (Tianjiao Jiang) รองศาสตราจารย์แห่ง Fudan University (Fudan University) ซึ่งได้เข้าร่วมในการหารือด้าน AI และความมั่นคงแห่งชาติ สหรัฐฯ-จีน ที่จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2019 โดยสถาบัน Brookings Institution และ Center for International Security and Strategy (CISS) แห่ง Tsinghua University (Tsinghua University)
ข้อเสนอของพวกเขาแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันด้าน AI ระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China) กำลังก้าวข้ามจากการแข่งขันด้านชิปและโมเดลขั้นสูง ไปสู่ประเด็นที่เชื่อมโยงกับควบคุมอาวุธ (arms control) มายาวนาน นั่นคือ: การป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปฏิบัติการโจมตี การจำกัดการตัดสินใจทางการทหารที่ทำโดยเครื่องจักร และการจัดทำโปรโตคอลการสื่อสารสำหรับประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์คู่แข่งเมื่อเทคโนโลยีทำงานผิดพลาดอย่างเหนือความคาดหมาย
ขณะเดียวกัน นายเฉิน ยี่ซิน (Chen Yixin) รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของประเทศจีน (China) ได้เขียนบทความลงในสื่อของรัฐบาลเมื่อสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า AI กำลัง “พลิกโฉมรูปแบบของการต่อสู้ทางการทหารอย่างมีนัยสำคัญ” โดยชี้ว่าเทคโนโลยีได้ขยับจากการทำหน้าที่สนับสนุนในสมรภูมิไปสู่การรับบทบาทหลัก พร้อมยกตัวอย่างปฏิบัติการโจมตีที่สั่งการด้วย AI ในสงครามของประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ต่อประเทศอิหร่าน (Iran)
การกำหนดเส้นแดงรอบระบบนิวเคลียร์
นางเมลานี ซิสซอน (Melanie Sisson) จากสถาบัน Brookings Institution โต้แย้งว่า มนุษย์ควรยังคงถือครองอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการอนุมัติการโจมตีทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต่อระบบควบคุม สั่งการ และสื่อสารนิวเคลียร์ (nuclear command, control and communications systems) หรือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของอีกประเทศหนึ่ง
ระบบอัตโนมัติอาจเกิดการทำงานผิดพลาด ปฏิบัติตามคำสั่งเกินขอบเขต หรือถูกแทรกแซงเข้าควบคุม ขณะที่ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายอาจประสบความยากลำบากในการแยกแยะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุ หรือเป็นคำสั่งโดยตรงจากประเทศคู่แข่ง
ด้าน นายเจียง เทียนเจียว (Tianjiao Jiang) จาก Fudan University ได้เสนอให้มีการกำหนดเส้นแดงที่ชัดเจนเพื่อป้องกันไม่ให้ AI ตัดสินใจใช้ อาวุธนิวเคลียร์ โดยอิสระ หรือเปิดฉากโจมตีระบบสั่งการนิวเคลียร์อย่างเป็นอิสระ รวมถึงการคุ้มครองรอบโครงสร้างพื้นฐานขั้นวิกฤต ซึ่งครอบคลุมถึงภาคพลังงาน การเงิน และการสาธารณสุข
นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้มีการจัดทำคำนิยามร่วมกันของคำว่า "การควบคุมที่มีความหมายโดยมนุษย์" (meaningful human control) เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งสองประเทศนำข้อความภาษาเดียวกันไปใช้อ้างอิงรองรับระดับความเป็นอิสระของเครื่องจักรที่แตกต่างกัน
แนวคิดดังกล่าวต่อยอดมาจากหลักการที่ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) เคยให้การรับรองร่วมกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2024 ว่ามนุษย์ควรรักษาสิทธิในการควบคุมการตัดสินใจใช้ อาวุธนิวเคลียร์
นางลอรา ซาลแมน (Lora Saalman) นักวิจัยอาวุโสรับเชิญแห่งสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม หรือ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ได้เขียนวิเคราะห์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า สิ่งนี้นับเป็นจุดบรรจบที่สำคัญของประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศจีน (China) แม้ว่าทั้งสองประเทศจะแสดงสัญญาณของการผนวก AI เข้าสู่ระบบนิวเคลียร์และระบบที่เชื่อมโยงกับนิวเคลียร์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นก็ตาม
เมื่อเครื่องจักรเคลื่อนไหวเร็วกว่ามนุษย์
นายเจียง เทียนเจียว (Tianjiao Jiang) ยังเสนอให้มีการจัดตั้งสายด่วนทางการทหารเฉพาะทาง สหรัฐฯ-จีน (U.S.-China military hotline) สำหรับเหตุการณ์เกี่ยวกับ AI โดยออกเตือนว่ากระบวนการโต้ตอบทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติอาจยกระดับความรุนแรงรวดเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าไปแทรกแซงได้ทัน
ระบบ AI เชิงรับของประเทศหนึ่งอาจดำเนินมาตรการตอบโต้กิจกรรมที่น่าสงสัยโดยอัตโนมัติ ขณะที่อีกฝ่ายอาจตีความการตอบโตะนั้นว่าเป็นปฏิบัติการโจมตี และทำการแก้แค้นกลับก่อนที่จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
การมีสายด่วนฉุกเฉินจะเปิดทางให้รัฐบาลฝ่ายหนึ่งสามารถแจ้งอีกฝ่ายได้ว่า การปฏิบัติการ AI ที่ผิดปกติเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ไม่ได้รับอนุมัติ หรือยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ก่อนที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นปฏิบัติการเจตนาของรัฐบาล
อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง นางคาร์ลา ฟรีแมน (Carla Freeman) แห่ง Johns Hopkins School of Advanced International Studies (SAIS) ได้ตั้งข้อสงสัยต่อประสิทธิภาพของสายด่วนสื่อสารวิกฤตทางการทหาร สหรัฐฯ-จีน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยอ้างอิงถึงการที่คณะเจ้าหน้าที่ของประเทศจีน (China) ปฏิเสธที่จะรับสายโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ประเทศสหรัฐฯ (US) ในกรณีเหตุการณ์ "บอลลูนสอดแนม" (spy balloon incident) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023
โครงสร้างระบบราชการของประเทศจีน (China) มีลำดับชั้นการสั่งการจากบนลงล่างอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างไร้อำนาจในการริเริ่มตัดสินใจระหว่างการปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ฝั่งประเทศสหรัฐฯ (US) ตามบทความที่เธอเขียนลงในสิ่งพิมพ์ War on the Rocks เมื่อเดือนมกราคม
“ไม่มีใครในระบบของจีนที่ต้องการสื่อสารกับประเทศสหรัฐฯ (US) จนกว่าผู้นำระดับสูง ภายหลังการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องในโครงสร้างพรรคและรัฐบาลจีน จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการตอบโต้ ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายวันหรือนานกว่านั้น” เธอกล่าว
มุมมองในกรุงวอชิงตันและกรุงปักกิ่ง
แม้ว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศยังไม่ได้ออกมารับรองข้อเสนอของสถาบัน Brookings และ Tsinghua อย่างเป็นทางการ แต่ประเทศจีน (China) ได้นำประเด็น AI เข้าไปบรรจุไว้ในโครงสร้างระบบราชการควบคุมอาวุธที่มีอยู่เดิมมากขึ้น
AI ได้กลายเป็นภารกิจทางการของกรมควบคุมอาวุธ (Department of Arms Control) สังกัดกระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ การป้องกันการแพร่ขยายอาวุธ ขีปนาวุธ และประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศอื่นๆ
นายเชิน เจี้ยน (Shen Jian) เอกอัครราชทูตฝ่ายกิจการปลดอาวุธของประเทศจีน (China) กล่าวต่อที่ประชุมองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา (Geneva) เมื่อเดือนมิถุนายนว่า AI ทางการทหารอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และเพิ่มความเสี่ยงของการประเมินสถานการณ์ผิดพลาดและการยกระดับความขัดแย้ง พร้อมเน้นย้ำว่าอาวุธควรยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ นอกจากนี้ ประเทศจีน (China) ยังโต้แย้งว่าประเด็นความปลอดภัยของ AI ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างอุปสรรคทางเทคโนโลยี
ขณะที่กรุงวอชิงตัน (Washington) ยังไม่มีหน่วยงานผู้รับผิดชอบเดี่ยวสำหรับประเด็นการควบคุมอาวุธ AI โดยนโยบายความมั่นคงแห่งชาติกระจายตัวอยู่ระหว่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติทำเนียบขาว (White House National Security Council), กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (State Department), กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) และหน่วยงานอื่นๆ
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลของทั้งสองประเทศยังคงระมัดระวังต่อมาตรการที่อาจชะลอการพัฒนาทางเทคโนโลยีของตนเอง โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เคยออกเตือนว่า ข้อจำกัดในวงกว้างอาจเป็นการยื่นความได้เปรียบให้แก่ประเทศจีน (China) ขณะที่กรุงปักกิ่ง (Beijing) มองว่ามาตรการควบคุมเทคโนโลยีหลายประการของประเทศสหรัฐฯ (US) คือความพยายามในการรักษาความเป็นผู้นำของอเมริกันเอาไว้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/china/us-china-security-experts-propose-nuclear-style-safeguards-ai-risks-2026-09-17/