.
ทรัมป์เตรียมพบผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ สหรัฐฯ เจรจากลุ่มฮูตี เลือกไม่แทรกแซงทางทหารในเยเมน
18-9-2026
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและการทหารที่กำลังคุกรุ่นไปทั่วตะวันออกกลาง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากขยายวงของความขัดแย้ง ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการที่จะเข้าพบกับบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ณ นครนิวยอร์กในสัปดาห์หน้า นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)
ข่าวการทูตนี้ถูกเปิดเผยออกมาในวันเดียวกันกับที่มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ร่วมประชุมลับกับตัวแทนกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ (Ansar Allah) หรือที่รู้จักกันในนาม "กลุ่มฮูตี" ของเยเมนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มฮูตีได้ให้คำมั่นว่าจะไม่โจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และส่งผลให้สหรัฐฯ ตัดสินใจเลือกที่จะไม่แทรกแซงทางทหารในเยเมนเพื่อช่วยเหลือซาอุดีอาระเบีย
สำนักข่าว Axios โดยบารัค ราวิด (Barak Ravid) รายงานเป็นแห่งแรกว่า การพบปะระหว่างทรัมป์กับผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับในครั้งนี้ จะเน้นหนักไปที่กรอบแนวคิดของอเมริกาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในภูมิภาคหลังสิ้นสุดสงคราม (Postwar Strategy)
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง การใช้คำว่า "หลังสิ้นสุดสงคราม" จึงดูเหมือนเป็นเรื่องที่ด่วนสรุปจนเกินไป โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "หวังว่าเรากำลังเดินทางเข้าสู่ช่วงท้ายของความขัดแย้งแล้ว ซึ่งทางอิหร่านเองก็มีความต้องการอย่างมากที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน”
ขณะที่ฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า พวกเขายังไม่มีความสนใจที่จะเปิดการเจรจารอบใหม่ "จนกว่าเงื่อนไขต่าง ๆ ของอิหร่านจะได้รับการตอบสนอง" แม้จะยังไม่มีการระบุแน่ชัดว่าเงื่อนไขเหล่านั้นคืออะไร แต่คาดว่าจะครอบคลุมถึงข้อกำหนดในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งบันทึกความเข้าใจดังกล่าวเคยช่วยระงับความขัดแย้งเป็นการชั่วคราวและเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนที่ทรัมป์จะละเมิดข้อกำหนดหลายประการใน MOU จนนำไปสู่การเผชิญหน้ารอบใหม่ในท้ายที่สุด
นับตั้งแต่การระดมยิงขีปนาวุธของอิหร่านเป็นระลอก ๆ ไปจนถึงรายได้จากการส่งออกที่ลดลงอย่างรุนแรง และสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ถูกทำลายจากความเสี่ยงทางธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้น บรรดาประเทศในอ่าวเปอร์เซียต่างกำลังได้รับผลกระทบด้านลบอย่างรุนแรงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทั้งนี้ ฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศของพวกเขา แทนที่จะทำหน้าที่เป็นโล่กำบังป้องกันภัย กลับกลายเป็นเป้าล่อขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านแทน
ส่วนความหวังที่จะหาทางออกให้กับสงครามครั้งนี้ต้องหยุดชะงักลง หลังจากการเลื่อนการประชุมระหว่างหลายประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับกับอิหร่าน ซึ่งเดิมทีมีกำหนดจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยอิหร่านและโอมานเตรียมพร้อมที่จะนำเสนอข้อเสนอร่วมกันในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ได้ร้องขอการเข้าพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัวกับทรัมป์เป็นครั้งที่ 5 ของปีในสัปดาห์หน้า แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการจัดตารางเวลาการประชุม
ในอีกด้านหนึ่งของเวทีการทูต สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้พบปะกับคณะผู้แทนของกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ (Ansar Allah) ในโอมานเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ สถานเอกอัครราชทูตอเมริกาในกรุงมัสกัต โดยกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ได้ให้ความมั่นใจกับฝ่ายสหรัฐฯ ว่า พวกเขาจะยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงปี 2025 กับสหรัฐฯ ซึ่งมีโอมานเป็นตัวกลาง และตั้งใจที่จะมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะกองกำลังของซาอุดีอาระเบียและเรือขนส่งสินค้าของซาอุดีอาระเบียที่พยายามจะเข้ามาในทะเลแดงเท่านั้น โดยมีรายงานว่าการประชุมครั้งนี้ส่งผลสำคัญต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ที่จะไม่ตอบรับคำขอร้องของซาอุดีอาระเบียในการส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซงทางทหารในเยเมน
ปัจจุบัน ประชากรราว 80% ของเยเมนอาศัยอยู่ในดินแดนภายใต้การควบคุมของกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ แต่ซาอุดีอาระเบียได้ให้การสนับสนุนกองกำลังกลุ่มอื่น ๆ ในเยเมนเพื่อหวังจะเอาชนะกลุ่มนี้มาโดยตลอด ทว่าข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 4 ปีระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อซาอุดีอาระเบียได้ทิ้งระเบิดใส่สนามบินในกรุงซานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงภายใต้การควบคุมของกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เครื่องบินโดยสารของอิหร่านลงจอดพร้อมกับคณะผู้แทนชาวเยเมนที่เดินทางไปร่วมงานศพของผู้นำสูงสุดอิหร่าน ส่งผลให้กลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ทำการตอบโต้ด้วยการประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือของซาอุดีอาระเบียที่เข้ามายังทะเลแดง และต่อมาสามารถบรรลุชัยชนะครั้งสำคัญทางยุทธศาสตร์ด้วยการเข้ายึดครองพื้นที่แนวชายฝั่งตะวันตกส่วนที่เหลือทั้งหมดของเยเมนอย่างฉับพลัน ทำให้กองกำลังของพวกเขาสามารถเข้าควบคุมช่องแคบเบบเอลมันเดบ (Bab al-Mandeb) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียต้องร้องขอให้ทรัมป์เข้ามาแทรกแซง แต่ท้ายที่สุดก็ถูกปฏิเสธกลับมา
ในรายการ "Daniel Davis Deep Dive" เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โรเบิร์ต บาร์นส์ (Robert Barnes) ซึ่งอ้างว่ามีแหล่งข่าวที่รู้ข้อมูลวงในทำเนียบขาวของทรัมป์ เปิดเผยว่า ทรัมป์เป็นผู้ยุยงให้ซาอุดีอาระเบียโจมตีสนามบินดังกล่าว โดยระบุว่า:
"เจ้าชาย MBS [มกุฎราชกุมาร มูฮัมหมัด บิน ซัลมาน] รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง... เพราะมันเป็นไอเดียของทรัมป์เองที่ให้เริ่มเปิดฉากสู้รบกันอีกครั้ง โดยทรัมป์พูดว่า 'รู้ไหม ฉันพนันได้เลยว่าคุณสามารถกำจัดพวกมันได้ นี่เป็นวิธีที่ดีในการเอาคืนอิหร่าน ด้วยการพิชิตกลุ่มฮูตีให้ได้ในที่สุดอย่างที่คุณต้องการมาตลอด' พูดง่าย ๆ คือเป็นการเสี้ยมเจ้าชาย MBS และแน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมามันพังพินาศอย่างสิ้นเชิง... พอสถานการณ์เริ่มบานปลายและผิดแผน ทรัมป์กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และแสร้งทำเป็นว่าตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยบอกว่า 'เสียใจด้วยนะ โชคดีล่ะ! เดี๋ยวฉันจะส่งที่ปรึกษาไปช่วยแล้วกัน’"
การสู้รบระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยฝูงบินรบของซาอุดีอาระเบียได้ระดมทิ้งระเบิดใส่กลุ่มอันซาร์ อัลลอฮ์ อย่างหนัก ขณะที่กลุ่มติดอาวุธเยเมนกลุ่มนี้ก็ได้ตอบโต้กลับไปยังฐานทัพทหารของซาอุดีอาระเบีย รวมถึง "ยันบู" (Yanbu) ซึ่งเป็นศูนย์กลางน้ำมันแถบทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ ศักยภาพทางทหารของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียกำลังอ่อนแอลงอย่างมากเนื่องจากการขาดแคลนขีปนาวุธสกัดกั้น และมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียได้ร้องขอให้ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ปากีสถาน และอียิปต์ ส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้ามาประจำการในซาอุดีอาระเบีย ขณะเดียวกัน กองทัพสหรัฐฯ เองก็ต้องเผชิญกับคลังขีปนาวุธสกัดกั้นที่ลดลงอย่างน่าใจหายตลอดช่วงสงครามกับอิหร่าน โดยในการปะทะกันครั้งหนึ่งที่จอร์แดนเมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ต้องผลาญขีปนาวุธสกัดกั้นไปราว 60 ถึง 80 ลูก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ครึ่งพันล้านดอลลาร์)
นอกจากนี้ จากการที่เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกตัดขาดลงอย่างรุนแรง ประกอบกับการปิดท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West pipeline) ของซาอุดีอาระเบีย หลังจากถูกกองกำลังติดอาวุธชาวอิรักที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่านระดมโจมตีในหลายจุด ส่งผลให้ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียได้เริ่มประเมินความเป็นไปได้ในการขอกู้เงินมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ในแง่ดีก็มีรายงานเมื่อวันพุธว่า ซาอุดีอาระเบียอาจสามารถฟื้นฟูกำลังการขนส่งของท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตกกลับมาได้ราวครึ่งหนึ่งภายในไม่กี่วันนี้
ทว่า สถานการณ์ที่มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น ต่างตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าท่อส่งน้ำมันดังกล่าวจะไม่ถูกโจมตีซ้ำอีกในอนาคต
ที่มา Zerohedge