.
“การอุบัติใหม่ของ ‘โลกสองขั้ว’ และเส้นพร่าเลือนของอำนาจอธิปไตย” The Emergence Of The Bipolar World
10-1-2026
จากเหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกา (United States) เข้าโจมตีเวเนซุเอลา (Venezuela) โดยไม่มีการยั่วยุ ซึ่งคาดว่ามีชาวเวเนซุเอลาเสียชีวิตถึง 40 รายจากการลักพาตัวและนำตัวประธานาธิบดีไปที่สหรัฐฯ นั้น ได้นำไปสู่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสงครามกลางเมืองในประเทศ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออก "คำเตือน" ไปยังหลายประเทศในลาตินอเมริกาว่าพวกเขาอาจเป็นรายต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโคลอมเบีย (Colombia), คิวบา (Cuba) และแม้แต่เม็กซิโก (Mexico) ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายกับสหรัฐฯ ในฤดูร้อนนี้ โดยผู้นำของประเทศเหล่านี้ต่างได้รับคำขู่ทั้งสิ้น
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้เริ่มพูดถึง "กรีนแลนด์" (Greenland) ดินแดนของเดนมาร์ก (Denmark) ซึ่งทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการ "เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง" สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยของการนิยามพันธมิตรโลกใหม่ และการหลอมรวมประเทศต่างๆ เข้าเป็นตัวตนใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
แม้จะมีการพูดถึงการมาถึงของ "โลกหลายขั้ว" (Multi-polar world) มากมาย แต่เรามองว่ามันเป็นการเคลื่อนจาก "โลกขั้วเดียว" (Unipolar world) ที่ครอบงำโดยสหรัฐฯ ไปสู่ "โลกสองขั้ว" (Bipolar world) มากกว่า
ในโลกสองขั้วนี้ เราได้รวมกรีนแลนด์และอเมริกาใต้ที่กล่าวไปข้างต้นเข้าไว้ด้วยกัน เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ปิดบังเจตจำนงที่มีต่อพื้นที่เหล่านี้ และเรายังรวมสหภาพยุโรป (European Union) เข้าไปด้วย เนื่องจากทั้งบล็อกได้มอบอธิปไตยทางเศรษฐกิจให้แก่วอชิงตัน (Washington) อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันยุโรปต้องพึ่งพาทรัพยากรพลังงานจากสหรัฐฯ และเมื่อปีที่แล้วเพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่เปิดโอกาสให้สินค้าอเมริกันเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างเสรี แต่กลับไม่มีการตอบแทนในลักษณะเดียวกัน นอกจากนี้ ยุโรปยังต้องพึ่งพาทางทหารจากสหรัฐฯ มากขึ้นด้วย แม้จะมีคำคุยโวทางการเมืองเกี่ยวกับยูเครน (Ukraine) แต่ยุโรปยังไม่มีกองทัพที่เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่อาวุธส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ
เราอาจเรียกบล็อกนี้ว่า "สหรัฐแห่งอเมริกาและยุโรป" (United States of the Americas and Europe) แม้จะยังคงมีภาพลักษณ์ของการเป็นอิสระในระดับภูมิภาคผ่านการเลือกตั้งและการประกาศใช้ระบอบประชาธิปไตย แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิม นั่นคือกลุ่มนี้กลายเป็นครึ่งหนึ่งของโลกสองขั้วในความเป็นจริง ซึ่งทรัมป์ได้อ้างถึง "สหรัฐฯ ในฐานะผู้ควบคุมซีกโลกตะวันตก" ไปแล้ว
ในอีกด้านหนึ่งของสมการ คือส่วนที่สองซึ่งเริ่มต้นจากพรมแดนด้านตะวันตกของรัสเซีย (Russia) และแผ่ขยายไปทั่วส่วนที่เหลือของยูเรเชีย (Eurasia) ไปไกลถึงทางตะวันออกอย่างจีน (China) และรวมถึงญี่ปุ่น (Japan) ซึ่งมีการค้าถึง 70% อยู่ในเอเชีย นอกจากนี้ยังรวมถึงตะวันออกกลางและอินเดีย (India) ในสิ่งที่เราอาจเรียกว่า "พันธมิตรยูเรเชีย" (The Eurasian Alliance) ซึ่งในหลายด้านมันได้อุบัติขึ้นแล้วในนามของ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organisation - SCO)
เรายังรวมแอฟริกา (Africa) เข้าไว้ในกลุ่มนี้ด้วย ส่วนหนึ่งเพราะทรัมป์แสดงความดูหมิ่นภูมิภาคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น "ประเทศส้นตีน" (shithole countries) และจงใจไม่เข้าร่วมการประชุม G20 ที่จัดขึ้นในแอฟริกาใต้เมื่อเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ทวีปแอฟริกายังอยู่ในกระบวนการอันยาวนานของการหย่าร้างกับอำนาจยุโรป ผสมผสานกับอิทธิพลทางการเมือง การค้า และการลงทุน โดยมีชาวอินเดียและจีนพลัดถิ่นจำนวนมากในแอฟริกา ขณะที่รัสเซียกำลังรุกคืบเข้าสู่ภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญในฐานะ "ผู้คุมอำนาจ" (Power broker) โดยเฉพาะบริษัท Rosatom ที่มีส่วนร่วมในโครงการพลังงานนิวเคลียร์จำนวนมากซึ่งจะปฏิวัติอุตสาหกรรมในแอฟริกา และสร้างฐานการผลิตที่สามารถป้อนความต้องการให้แก่ยูเรเชียได้ เช่นเดียวกับที่ลาตินอเมริกากำลังถูกกำหนดให้ทำหน้าที่แบบเดียวกันนั้นให้แก่สหรัฐฯ
ภูมิภาคทั้งสองนี้ไม่น่าจะปรากฏในรูปแบบของกลุ่มสถาบันที่ชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเมื่อความหมายของคำว่า "อธิปไตย" (Sovereignty) เริ่มคลุมเครือขึ้นเรื่อยๆ และอำนาจที่แท้จริงถูกขโมยไปทางเศรษฐกิจหรือทางการทหาร คำว่า "ประเทศ", "ชาติ" และ "เอกราช" ก็เริ่มสูญเสียคำจำกัดความที่ชัดเจนอย่างที่เคยเป็นมา
สหภาพยุโรปซึ่งกำลังพยายามใช้วิธีการแบบ "สหพันธรัฐ" (federal) เพื่อกลืนกินกฎหมายและสกุลเงินของประเทศอื่น ดูเหมือนจะไม่ตระหนักว่าตนเองก็มีความเสี่ยงที่จะประสบชะตากรรมเดียวกัน บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วโดยสมบูรณ์ (Fait accompli) ขณะที่เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ก็เป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนหนึ่งเท่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจว่าตน "ต้องการยุโรป" เพื่อเหตุผลด้านความมั่นคง? คำตอบดูเหมือนจะชัดเจนคือ สหรัฐฯ ได้ทำเช่นนั้นลงไปแล้วและได้ลงมือทำไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://russiaspivottoasia.com/the-emergence-of-the-bipolar-world/