.
ธนาคารกลางฝรั่งเศสกำลังเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการปรับโครงสร้างทุนสำรองทองคำ
8-4-2026
ฝรั่งเศสกำลังส่งสัญญาณบางอย่างท่ามกลางความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเงินโลก หลังธนาคารกลางของประเทศ Bank of France ดำเนินการปรับโครงสร้างทองคำสำรองครั้งสำคัญ ด้วยการขายทองคำจำนวน 129 ตันที่เคยเก็บไว้กับ Federal Reserve Bank of New York และแทนที่ด้วยทองคำแท่งใหม่ที่ผ่านมาตรฐานสากล โดยนำกลับมาเก็บไว้ในคลังภายในกรุงปารีสทั้งหมด
การเคลื่อนไหวดังกล่าวคิดเป็นราว 5% ของทองคำสำรองทั้งหมดของฝรั่งเศส และไม่ได้หมายถึงการลดการถือครอง แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบและสถานที่จัดเก็บมากกว่า อาศัยจังหวะราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น ธนาคารกลางสามารถบันทึกกำไรจากส่วนต่างได้ราว 13,000 ล้านยูโร พลิกสถานะจากการขาดทุนในปีก่อนหน้ามาเป็นกำไรในปี 2025
แม้เป้าหมายอย่างเป็นทางการจะเป็นการปรับทองคำแท่งรุ่นเก่าให้เข้าสู่มาตรฐาน London Good Delivery แต่ในเชิงลึก การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนการลดความเสี่ยงจากการฝากทรัพย์สินไว้ต่างประเทศ และการรวบการควบคุมทองคำสำรองกลับมาไว้ในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน ฝรั่งเศสถือครองทองคำราว 2,400 ตัน ทำให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีทองคำสำรองมากที่สุดในโลก มูลค่ารวมอยู่ในระดับหลายแสนล้านยูโร ท่ามกลางราคาทองคำที่ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การนำทองคำกลับประเทศเช่นนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินเริ่มสั่นคลอน และถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความกังวลเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในประเด็นหนี้ภาครัฐทั่วโลกที่พุ่งสูงเกิน 310 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดในการชำระหนี้ และต้องพึ่งพาธนาคารกลางของตนเองในการดูดซับภาระหนี้ผ่านนโยบายการเงิน
ในบริบทเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสจึงไม่ใช่เพียงการบริหารสินทรัพย์ แต่ยังอาจสะท้อนความระมัดระวังต่อความไม่แน่นอนที่กำลังก่อตัวในระบบเศรษฐกิจโลก
ฝรั่งเศสอาจเข้าใจพลวัตนี้ดีกว่าหลายประเทศ เพราะเคยเผชิญมาแล้วในอดีต ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960 ประธานาธิบดี Charles de Gaulle ได้ท้าทายระบบ Bretton Woods system อย่างเปิดเผย ด้วยการเรียกร้องให้สามารถแลกดอลลาร์เป็นทองคำ โดยมองว่าการขาดดุลต่อเนื่องของสหรัฐทำให้ระบบดังกล่าวไม่ยั่งยืน การตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนหลักเหตุผลทางตัวเลข มากกว่าการเมือง และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การล่มสลายของมาตรฐานทองคำในปี 1971
ปัจจุบัน ความไม่สมดุลลักษณะเดียวกันยังคงมีอยู่ แต่ในขนาดที่ใหญ่กว่ามาก สหรัฐยังคงเผชิญการขาดดุลงบประมาณเชิงโครงสร้างในระดับ 1.5 ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่หนี้สาธารณะรวมทะลุ 34 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระแสเงินทุนไหลเข้า โดยสถาบันต่างชาติ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และธนาคารกลาง ยังคงเข้าซื้อสินทรัพย์สหรัฐ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งช่วยชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่สถานะนี้ไม่ได้หมายถึงความเชื่อมั่นถาวรในดอลลาร์ หากเป็นเพียงผลจาก “ความมั่นคงเชิงเปรียบเทียบ” เท่านั้น
ในบริบทนี้ ทองคำจึงกลับมามีบทบาทสำคัญ ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกันมากกว่า 35,000 ตัน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้กลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เฉพาะในปี 2022 และ 2023 ธนาคารกลางเพิ่มทองคำสำรองมากกว่า 1,000 ตันต่อปี โดยมีประเทศอย่างจีน ตุรกี อินเดีย และรัสเซียเป็นผู้นำ แม้แต่ธนาคารกลางในโลกตะวันตก ซึ่งเคยเป็นผู้ขายสุทธิ ก็ได้หยุดแนวโน้มดังกล่าวลงแล้ว
การตัดสินใจของฝรั่งเศสจึงสอดคล้องกับแนวโน้มนี้อย่างชัดเจน โดยไม่ได้ลดสัดส่วนการถือครองทองคำ แต่เลือกปรับปรุงคุณภาพและนำกลับมาควบคุมภายในประเทศ ซึ่งสะท้อนการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการปรับเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์
ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนการลดลงของความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องแยกออกจากกัน ในช่วงทศวรรษ 1970 ราคาทองคำปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ ก่อนจะชะลอลงเมื่อความเชื่อมั่นต่อนโยบายเริ่มฟื้นตัว แต่ในสถานการณ์วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์หรือความตึงเครียดด้านหนี้ภาครัฐ ทองคำมักปรับขึ้นโดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับวัฏจักรที่ขับเคลื่อนด้วย “ความเชื่อมั่น” มากกว่า
ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยังคงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงตลาดหนี้ภาครัฐ ไม่ว่าจะผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรโดยตรง การอัดฉีดสภาพคล่อง หรือการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ แต่การดำเนินนโยบายเหล่านี้กลับยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นในระยะยาว
ก่อนหน้านี้ เยอรมนีได้ทยอยนำทองคำสำรองหลายร้อยตันกลับจากนิวยอร์กและปารีส กลับไปเก็บไว้ที่แฟรงก์เฟิร์ต ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็เริ่มดำเนินการหรืออย่างน้อยก็พิจารณาแนวทางลักษณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การควบคุมสินทรัพย์จริง” กำลังมีความสำคัญมากกว่าความสะดวกในการถือครอง
ยิ่งไปกว่านั้น การใช้สินทรัพย์สำรองเป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น การอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางต่างชาติ ได้เปลี่ยนวิธีคิดของประเทศต่างๆ อย่างถาวร ไม่มีประเทศใดสามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่าสินทรัพย์ที่ถือครองในต่างประเทศจะปลอดภัยจากแรงกดดันทางการเมือง และนี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทองคำปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการเปลี่ยนทิศทางของกระแสเงินทุนในระบบโลก
ที่มา https://www.armstrongeconomics.com/international-news/france/france-moves-its-gold-home-as-the-sovereign-debt-crisis-quietly-unfolds/