.
‘ปูติน’ ส่งสัญญาณเตือน NATO ผ่านขีปนาวุธ Oreshnik และการเขย่าเสถียรภาพยุโรปจากภายใน
12-1-2026
Bloomberg รายงานว่า ปูตินเพิ่งส่งสัญญาณเตือนยุโรปและ NATO ว่ารัสเซียยังมีศักยภาพทางทหารเพียงพอจะคุกคามได้ทุกเมื่อ แม้กองทัพจะบอบช้ำจากสงครามยูเครนและเครมลินพยายามสร้างภาพว่าชัยชนะเป็นเพียงเรื่องของเวลา บทวิเคราะห์จาก Bloomberg Opinion ชี้ว่า การยิงขีปนาวุธ Oreshnik ความเร็วกว่า 12,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใส่คลังเก็บก๊าซใกล้เมืองลวีฟ (Lviv) ซึ่งอยู่ติดชายแดนโปแลนด์ เป็นทั้งการโจมตีทางทหารและ “ข้อความทางการเมือง” ที่ส่งตรงถึงผู้นำยุโรปว่า รัสเซียสามารถโจมตีจุดใดก็ได้บนทวีปด้วยขีปนาวุธพิสัยกลางที่ยากต่อการสกัดกั้น.
ช่วงที่ผ่านมา ชื่อเสียงทางทหารของรัสเซียถูกตั้งคำถามอย่างหนัก มอสโกอ้างชัยชนะในสองเมืองของดอนบาส แต่โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskiy) ประธานาธิบดียูเครนยังสามารถเดินทางไปปรากฏตัวต่อหน้ากล้องในคูปยานสค์ (Kupyansk) ได้ ขณะที่กองทัพยูเครนยังคงป้องกันเมืองโปโครฟสค์ (Pokrovsk) ได้แม้จะถูกโจมตียาวนานกว่า 1 ปี ขณะเดียวกัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียยังล้มเหลวในการสกัดการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา ที่ส่งเครื่องบินและหน่วยรบพิเศษเข้าไปลักพาตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ถึงกรุงการากัส ตลอดจนความล้มเหลวในการปกป้องพันธมิตรในอิหร่านและซีเรียเมื่อปีก่อน.
มิก ไรอัน (Mick Ryan) อดีตนายพลกองทัพออสเตรเลียมองว่าการโจมตีด้วย Oreshnik เป็นสัญญาณของผู้นำที่ “เต็มไปด้วยความกลัวและกังวล” มากกว่าผู้นำที่มั่นใจในชัยชนะ แต่ผู้เขียนบทวิเคราะห์เสนอว่าปูตินยังสะท้อนความหงุดหงิดที่ยูเครนและพันธมิตรยุโรปสามารถโน้มน้าวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ให้ถอยห่างจากโรดแมป 28 ข้อที่ “ออกแบบจากมอสโก” สำหรับยุติสงครามในแบบของรัสเซีย ร่างข้อเสนอใหม่ที่ไม่ใช่เวอร์ชันเครมลิน กลับพูดถึงหลักประกันความมั่นคงแก่ยูเครนผ่านการประจำการทหารฝรั่งเศสและอังกฤษบนแผ่นดินยูเครน ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อเรียกร้องตั้งต้นของปูติน ที่ต้องการให้กำลัง NATO ถอนตัวออกจากอดีตประเทศสมาชิกสนธิสัญญาวอร์ซอและสาธารณรัฐแห่งอดีตสหภาพโซเวียตทั้งหมด ไม่ใช่มาเพิ่มกำลังในยูเครน.
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ว่าเขายอมให้สหรัฐฯ มีบทบาทสนับสนุนในหลักประกันความมั่นคงชุดนี้เพราะเชื่อว่าปูตินจะไม่พยายามทำลายข้อตกลงหยุดยิงอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนเตือนว่า การวางยุทธศาสตร์จาก “ความเชื่อ” ในความตั้งใจของปูติน โดยไม่มองขีดความสามารถที่ยังเหลืออยู่ เป็นเรื่องเสี่ยงอย่างยิ่ง ในขณะที่ตัวเลขจากฝั่งตะวันตกชี้ว่ารัสเซียอาจสูญเสียกำลังพลมากถึง 1.2 ล้านนาย รวมรถถังหลายพันคัน เครื่องบินรบหลายร้อยลำ และเรือรบอีกกว่าสองโหล กองทัพรัสเซียวันนี้กลับมีประสบการณ์รบและการจัดกำลังที่เป็นระบบมากกว่าสี่ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด.
รายงานของจัสติน บรองค์ (Justin Bronk) แห่ง Royal United Services Institute ชี้ว่า เครื่องบินรบที่รัสเซียสูญเสียไปส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่ไม่ใช่ตัวหลักหากต้องปะทะกับ NATO และเพราะเครื่องจำนวนมากถูกโจมตีขณะจอดอยู่บนพื้นหรือบินอยู่ในน่านฟ้ารัสเซีย นักบินจึงเอาชีวิตรอดได้ในสัดส่วนสูง ทำให้กองทัพอากาศรัสเซียในวันนี้มีนักบินผ่านศึกหนักหลายปี และมีจำนวนเครื่องบินรบมากกว่าก่อนสงคราม แม้จำนวนเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักจะลดลงเล็กน้อย การระดมเศรษฐกิจเข้าสู่ “โหมดสงคราม” การหาช่องทางจัดหาอะไหล่ที่ถูกคว่ำบาตร และการผลิตเครื่องบินใหม่เกินจำนวนที่สูญเสีย ล้วนทำให้บรองค์สรุปว่า โลกตะวันตกไม่อาจการันตีความได้เปรียบทางอากาศเหนือรัสเซียและจีนได้อีกต่อไป.
ในเชิงการเมืองภายใน NATO บางผู้นำ เช่น วิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orban) นายกรัฐมนตรีฮังการี มองว่าปูตินมีเหตุผลสูงและจะไม่เสี่ยงปะทะกับยุโรปที่มีกำลังทหารและเศรษฐกิจเหนือกว่าอย่างท่วมท้น ผู้เขียนกลับโต้ว่า หากปูติน “มีเหตุผล” ในมาตรฐานนั้นจริง เราคงไม่เห็นสงครามยูเครน NATO คงไม่มีการส่งกำลังไปประจำการในยุโรปตะวันออกหลังปี 2014 ยูเครนคงยังกันตัวเองออกจาก NATO ตามรัฐธรรมนูญเดิม ฟินแลนด์และสวีเดนคงไม่ตัดสินใจเข้าร่วมพันธมิตร และเศรษฐกิจรัสเซียคงไม่ต้องเผชิญคว่ำบาตรและการสูญเสียทุนมนุษย์ในระดับนี้
สุดท้ายแล้ว การวิเคราะห์ปูตินจาก “ความตั้งใจ” เพียงอย่างเดียวอาจเป็นกับดัก เพราะการตัดสินใจรุกรานยูเครนในปี 2022 เองก็ “ไม่สมเหตุสมผล” ในมุมคำนวณต้นทุน–ผลตอบแทน แต่ก็เกิดขึ้นจริง ด้วยขีดความสามารถทางทหารตามแบบแผนและศักยภาพนิวเคลียร์ที่เขายังถืออยู่ การมองข้ามศักยภาพและเดิมพันด้วยความเชื่อว่าเขาจะไม่เดินเกมที่ “ไม่คุ้ม” จึงเป็นความประมาทที่ยุโรปและ NATO อาจต้องจ่ายราคาแพงในระยะยาว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2026-01-11/putin-just-sent-a-reminder-he-is-a-threat-to-nato?srnd=homepage-americas