.
กองทัพเรือ รัสเซีย-จีน-อิหร่าน เปิดฉากร่วมซ้อมรบ ‘Will for Peace 2026’ นอกชายฝั่งแอฟริกาใต้ ท้าทายแรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์
10-1-2026
Euronews รายงานว่า เรือรบของกองทัพเรือรัสเซีย (Russia) เดินทางถึงฐานทัพเรือนอกชายฝั่งประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อสมทบกับกองเรือจากประเทศจีน (China) และประเทศอิหร่าน (Iran) ในการซ้อมรบร่วมทางทหาร ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลพริทอเรีย (Pretoria) และรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) มากยิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ เรือทำลายล้าง (Destroyer) และเรือส่งกำลังบำรุง (Replenishment ship) ของจีน พร้อมด้วยเรือฐานทัพลอยน้ำส่วนหน้า (Forward base ship) ของอิหร่าน ได้แล่นเข้าสู่เขตน่านน้ำแอฟริกาใต้ในช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝึกซ้อมทางยุทธวิธีที่มีกำหนดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยจะเริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันเสาร์นี้
ประเทศจีน (China) รับบทบาทเป็นประเทศผู้นำในการฝึกซ้อมภายใต้รหัส "Will for Peace 2026" ซึ่งเป็นการรวมตัวของกองทัพเรือจากกลุ่มประเทศ BRICS ทั้ง 11 ชาติ อันเป็นกลุ่มที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ (US) เคยตราหน้าว่าเป็นกลุ่ม "ต่อต้านอเมริกา" (Anti-American)
กองทัพบวกแอฟริกาใต้ระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้กองทัพเรือของแต่ละประเทศได้ "แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศและเพิ่มพูนขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือและเสถียรภาพทางทะเลโดยรวมของภูมิภาค"
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียและอิหร่านกลายเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง ท่ามกลางภาวะสงครามเต็มรูปแบบในประเทศยูเครน (Ukraine) โดยรัฐบาลเตหะราน (Tehran) ได้สนับสนุนโดรน (Drones) ให้แก่รัสเซียเพื่อใช้โจมตีเป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศยูเครนอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลวอชิงตันได้ยกระดับมาตรการตอบโต้ โดยในสัปดาห์นี้ได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซีย ซึ่งระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "กองเรือเงา" (Shadow fleet) ที่ขนส่งน้ำมันให้แก่ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) รัสเซีย และอิหร่าน นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังขู่ที่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อรัฐบาลเตหะราน หากมีการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงที่กำลังออกมารวมตัวกันด้วยความโกรธแค้นจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
สำหรับการซ้อมรบร่วมในครั้งนี้ เดิมมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2025 แต่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากกำหนดการตรงกับการประชุมสุดยอด G20 ในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg) ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันได้ทำการคว่ำบาตรการประชุมดังกล่าว เนื่องจากความขัดแย้งกับแอฟริกาใต้ในประเด็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียและอิหร่าน
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และแอฟริกาใต้ยังสะท้อนผ่านนโยบายผู้ลี้ภัย โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลของทรัมป์ได้ประกาศจำกัดจำนวนผู้ลี้ภัยที่รับเข้าประเทศต่อปีเหลือเพียง 7,500 คน และให้สิทธิ์ลำดับความสำคัญแก่กลุ่มชาวแอฟริกาใต้ผิวขาว (White South Africans) ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าเป็นกลุ่มที่เผชิญกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงในประเทศตนเอง
ทางด้านรัฐบาลแอฟริกาใต้ โดยกระทรวงความสัมพันธ์ภายใน (Ministry of Interior Relations) ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่า "ข้ออ้างเรื่องการเลือกปฏิบัติไม่มีมูลความจริง" และแสดงความเสียใจที่สหรัฐฯ นำประเด็นการรับตัวชาวแอฟริกาใต้ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ภายใต้ข้ออ้างการเป็น 'ผู้ลี้ภัย' มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของแอฟริกาใต้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.euronews.com/2026/01/09/russian-naval-vessel-joins-chinese-and-iranian-warships-for-drills-off-south-africa