.
ฝรั่งเศส–อังกฤษ ลงนามประกาศเตรียมกองกำลังข้ามชาติในยูเครน มอสโกชี้ยกระดับเผชิญหน้า NATO เสี่ยงลุกลามเป็นสงครามโลก
8-1-2026
Newsweek รายงานว่า วิคเตอร์ เมดเวดชุก (Viktor Medvedchuk) นักการเมืองยูเครนที่ลี้ภัยอยู่ในรัสเซีย (Russia) ตั้งแต่ปี 2022 และถูกมองว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ออกมาเตือนว่าโลกอาจกำลังถูกผลักเข้าใกล้ “สงครามโลกครั้งที่สาม” หลังฝรั่งเศส (France) และสหราชอาณาจักร (United Kingdom) สมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ลงนาม “ประกาศเจตนารมณ์” เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางทหาร (military hubs) ในยูเครน หากข้อตกลงหยุดยิงเดินหน้าได้จริง.
เมดเวดชุก ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการฝ่ายค้าน Other Ukraine ระบุผ่านบทความที่อ้างโดยสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า “ประกาศเจตนารมณ์ในการส่งกองกำลังพหุชาติไปประจำการในยูเครนหลังสิ้นสุดความขัดแย้งนั้น ไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเป็นการยั่วยุทางการเมืองขนาดใหญ่ ที่มีเป้าหมายไม่ให้ความขัดแย้งนี้ยุติลง และด้วยเหตุนี้เองจึงเสี่ยงผลักโลกไปสู่สงครามโลกครั้งที่สาม โดยสร้างเงื่อนไขทั้งหมดให้พร้อมรองรับ”.
จุดเปลี่ยนสำคัญในสงครามยูเครน
ประกาศจากกรุงปารีสมีขึ้นในจังหวะสำคัญของสงครามยูเครน ซึ่งความพยายามทางการทูตเพื่อหยุดยิงเริ่มทวีความเข้มข้น รัฐบาลชาติตะวันตกจำนวนมากกำลังเร่งจัดวาง “หลักประกันความมั่นคงแบบพหุชาติ” ให้แก่เคียฟ โดยยืนยันว่าการจัดตั้งกองกำลังและฮับทางทหารในยูเครนมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการรุกรานครั้งใหม่จากรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยยูเครน แต่เจ้าหน้าที่รัสเซียและผู้ใกล้ชิดเครมลินกลับมองว่าแนวทางดังกล่าวยิ่งเพิ่มความเสี่ยงการปะทะโดยตรงระหว่างรัสเซียกับ NATO และอาจขยายตัวเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคหรือทั่วโลก.
ภายใต้ “Paris Declaration” ที่ลงนามโดยประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) และประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) ของยูเครน ผู้นำทั้งสามได้วางกรอบการจัดตั้ง “กองกำลังข้ามชาติ” เพื่อปฏิบัติภารกิจในยูเครน หากมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย ทั้งนี้ เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีครั้งใหม่จากรัสเซียและรักษาเสถียรภาพหลังสงคราม.
คณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดในกรุงปารีส ในนามรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ส่งสัญญาณสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยย้ำบทบาทนำของสหรัฐฯ ในการกำกับ–ตรวจสอบข้อตกลงหยุดยิง และประกาศพร้อมเพิ่ม “หลักประกันด้านความมั่นคง” ให้แก่ยูเครนในกรอบใหม่ ขณะที่ปูตินและผู้ใกล้ชิดยังคงเตือนซ้ำว่าการส่งกำลังทหารตะวันตกเข้าสู่ยูเครนไม่ว่ารูปแบบใดคือ “การปูทางสู่ความขัดแย้งวงกว้าง” ซึ่งมอสโกไม่อาจยอมรับ.
เนื้อหาในข้อตกลง: ฮับทหาร–กองกำลังพหุชาติ–กองทัพยูเครน 8 แสน
หลังการประชุม “Coalition of the Willing” ในกรุงปารีส สตาร์เมอร์เปิดเผยว่า ได้มีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับกรอบการปฏิบัติภายหลังการหยุดยิง โดยระบุว่า “หลังการหยุดยิง สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสจะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางทหาร (military hubs) ทั่วทั้งยูเครน และสร้างสถานที่เก็บอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่มีการป้องกัน เพื่อรองรับความต้องการด้านการป้องกันประเทศของยูเครน”.
เซเลนสกีให้การต้อนรับข้อตกลงดังกล่าว โดยชี้ว่าความสำคัญอยู่ที่ “เอกสารเชิงเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม” ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงเชิงสัญลักษณ์ เขาระบุว่า “วันนี้กลุ่มพันธมิตรมีเอกสารที่มีเนื้อหาสาระจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้น มีทั้งประกาศร่วมของประเทศในพันธมิตรทั้งหมด และประกาศร่วมสามฝ่ายระหว่างฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และยูเครน”.
คณะผู้แทนสหรัฐฯ นำโดยสตีฟ วิตคอฟ (Steve Witkoff) และจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ใช้โอกาสนี้ย้ำต่อสาธารณะถึงการสนับสนุนของทรัมป์ต่อ “ระเบียบหลักประกันความมั่นคงชุดใหม่” พร้อมระบุว่ามาตรการดังกล่าวออกแบบมาเพื่อ “ยับยั้งการโจมตีของรัสเซีย และสร้างความมั่นใจให้ชาวยูเครนถึงความมั่นคงในระยะยาวหลังสงคราม”.
การประชุมปารีสยังบรรลุ “คำประกาศร่วม” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันของยูเครนในระยะยาว รวมถึงการเติมสต็อกอาวุธยุทโธปกรณ์ และการวางแผนคงสภาพกองทัพยูเครนในระดับกำลังพลประมาณ 800,000 นายหลังสิ้นสุดการสู้รบ อย่างไรก็ตาม ผู้นำทุกฝ่ายยอมรับว่ารายละเอียดเรื่องสถานะทางกฎหมาย ขอบเขตภารกิจ และรูปแบบการประจำการของกองกำลังพหุชาติยังต้องเจรจาเพิ่มเติม.
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ทซ์ (Friedrich Merz) แสดงท่าทีสนับสนุนในหลักการ โดยระบุว่าเยอรมนีจะยังคงให้การสนับสนุนยูเครนทั้งในเชิงการเมือง การเงิน และการทหาร และอาจรวมถึงการส่งกำลังเข้าประจำการ “บนดินแดนของประเทศสมาชิก NATO ที่มีพรมแดนติดกับยูเครน” ภายหลังหยุดยิง มากกว่าจะส่งทหารเข้าไปในยูเครนโดยตรง พร้อมย้ำว่ารูปแบบและขนาดของการมีส่วนร่วมของเยอรมนีจะต้องผ่านการตัดสินใจจากรัฐบาลกลางและ Bundestag อีกครั้ง.
เสียงเตือนจากรัสเซีย
นอกจากเมดเวดชุกแล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียหลายคนก็ออกมาโจมตีแนวทางของกลุ่มพันธมิตรตะวันตก เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับ TASS โดยกล่าวโจมตีประเทศในยุโรปว่าเป็น “ผู้ปลุกปั่นกระแสต่อต้านรัสเซีย” และกล่าวหาว่า “พยายามปล้นทรัพย์สินและเงินทุนของรัสเซีย รวมถึงใช้ทุกช่องทางสนับสนุนยูเครนให้สู้รบต่อไป ทั้งที่ตนเองก็ไม่เชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะประสบความสำเร็จ” พร้อมเสริมว่า “การขาดศรัทธาในสิ่งที่ตนเองทำอยู่แล้ว ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ตั้งแต่ต้น”.
เมดเวดชุกเองใช้ถ้อยคำรุนแรงไม่ต่างกัน โดยตามรายงานของ TASS เขากล่าวหาผู้นำตะวันตกที่สนับสนุนแนวคิดกองกำลังพหุชาติในยูเครนว่าเป็น “นักการเมืองไร้สมรรถภาพที่หลงระเริงอยู่กับภาพลวงตาของตัวเอง” พร้อมเตือนว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้ “อาจต้องแลกด้วยราคาที่ทั้งโลกต้องจ่าย”.
ก้าวต่อไปของข้อตกลงปารีส
ในช่วงต่อจากนี้ กลุ่มพันธมิตรที่เรียกว่า Coalition of the Willing จะเดินหน้าหารือรายละเอียดทางเทคนิคและกฎหมายว่าด้วย “หลักประกันความมั่นคง” ชุดใหม่ ตั้งแต่โครงสร้างการบังคับบัญชา กลไกการตรวจสอบ–กำกับดูแลการหยุดยิง บทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำการมอนิเตอร์ ตลอดจนการกำหนดขอบเขตการปฏิบัติของกองกำลังพหุชาติและฮับทางทหารทั่วยูเครน.
พันธมิตรตะวันตกย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดคือการรักษา “อธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ” ของยูเครน ขณะที่ฝ่ายรัสเซียยังคงคัดค้านการส่งกำลังต่างชาติและสถานะของดินแดนยูเครนที่รัสเซียยึดครองอยู่ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการออกแบบกรอบสันติภาพใด ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/putin-ally-third-world-war-warning-nato-declaration-11322431