.
โลกจ่อไร้เพดานนิวเคลียร์ 'สหรัฐฯ–รัสเซีย' ปล่อยสนธิสัญญา New START หมดอายุ ท่ามกลางการผงาดของอาวุธไฮเปอร์โซนิกและจีนขึ้นมาเป็นขั้วที่สาม
24-1-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า ท่ามกลางความเงียบงันทางการทูตที่น่ากังวล สนธิสัญญาลดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New Strategic Arms Reduction Treaty หรือ New START) ซึ่งเป็นกลไกสุดท้ายในการกำกับดูแลคลังแสงนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ส่งผลให้โลกอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการสะสมอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972
สถานการณ์ปัจจุบันและตัวเลขทางยุทธศาสตร์
นับตั้งแต่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) และเลโอนิด เบรซเนฟ (Leonid Brezhnev) ลงนามใน SALT I เมื่อ 50 กว่าปีก่อน โลกมีกลไกควบคุมอาวุธมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบัน รัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์รวมกันกว่า 90% ของโลก กำลังเดินหน้าสู่สภาวะ "สุญญากาศทางกฎหมาย" โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการระบุว่า "หากมันจะหมดอายุ ก็ให้มันหมดไป เราจะสร้างข้อตกลงที่ดีกว่าเดิม"
ในขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เน้นย้ำในเดือนกันยายน 2025 ว่า รัสเซียเตรียมพร้อมที่จะรักษาข้อจำกัดสำคัญของ New START ต่อไปอีกหนึ่งปีจนถึง กุมภาพันธ์ 2027 แม้สัญญาจะหมดอายุลงอย่างเป็นทางการ แต่ทางวอชิงตัน (Washington) ยังคงไม่มีการตอบรับข้อเสนอดังกล่าว
ย้อนรอยความสำเร็จและอุปสรรคของ New START
สนธิสัญญา New START ได้รับการลงนามครั้งแรกในเดือนเมษายน 2010 โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barack Obama) และดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) ณ กรุงปราก (Prague) โดยมีข้อกำหนดสำคัญคือ:
จำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้ง (Deployed warheads) ไว้ที่ไม่เกิน 1,550 หัวรบ
จำกัดพาหนะส่งอาวุธ (Deployed delivery vehicles) ไว้ที่ 700 ชุด
จำกัดแท่นยิง (Launchers) ทั้งที่ติดตั้งและไม่ได้ติดตั้งไว้ที่ 800 ชุด
กลไกนี้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในช่วงปี 2011-2018 มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลปีละ 2 ครั้ง และผู้ตรวจสอบจากทั้งสองประเทศได้เข้าตรวจเยี่ยมฐานทัพนิวเคลียร์ของกันและกัน เช่น ฐานทัพ Minuteman ในรัฐไวโอมิงและมอนทานาของสหรัฐฯ รวมถึงฐานทัพ Uzhur และ Vorkuta ในรัสเซีย
จุดแตกหักและการระงับความร่วมมือ
ความตึงเครียดเริ่มพุ่งสูงขึ้นเมื่อทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรก โดยเขามองว่า New START เป็น "ข้อตกลงที่แย่" และพยายามดึงจีน (China) เข้ามาร่วมเจรจาแต่ไม่เป็นผล ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในยูเครน ปูตินได้ประกาศ "ระงับการมีส่วนร่วม" (Suspension) ในสนธิสัญญา โดยให้เหตุผลว่าการปล่อยให้ผู้ตรวจสอบของสหรัฐฯ เข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางนิวเคลียร์ในขณะที่ชาติตะวันตกส่งอาวุธให้ยูเครนนั้น "ไม่มีความหมาย"
ปัจจุบัน การตรวจสอบภาคสนาม (On-site inspections) ได้ยุติลงโดยสิ้นเชิง และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2023 สหรัฐฯ ได้หยุดแบ่งปันข้อมูลโทรมาตร (Telemetry) และการแจ้งพิกัดตำแหน่งขีปนาวุธ เพื่อเป็นการตอบโต้รัสเซีย
อนาคตที่ไร้การควบคุมและเทคโนโลยีใหม่
นักวิเคราะห์อย่าง นายคิริลล์ ค็อกทิช (Kirill Koktysh) ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่อย่าง ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic missiles) เช่น ระบบ Sarmat, Poseidon และ Oreshnik ของรัสเซีย รวมถึงระบบ Sentinel ของสหรัฐฯ กำลังทำให้เส้นแบ่งของสนธิสัญญาแบบเดิมเลือนลางลง นอกจากนี้ การก้าวขึ้นมาของ จีน (China) ในฐานะมหาอำนาจนิวเคลียร์ขั้วที่สามที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อตกลงใดๆ กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้สหรัฐฯ มองว่าสนธิสัญญาทวิภาคีแบบเดิมเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์
บทสรุป: หากไม่มีการต่ออายุหรือจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกจะสูญเสียปราการด่านสุดท้ายที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลทางนิวเคลียร์ และเข้าสู่ยุคที่การขยายคลังแสงเชิงยุทธศาสตร์กลายเป็นเรื่องอิสระของแต่ละมหาอำนาจ ซึ่งเสี่ยงต่อการนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธรอบใหม่ที่มีความผันผวนและอันตรายยิ่งกว่ายุคสงครามเย็น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/631408-silence-before-arms-race-start/