.
ภัยคุกคามจาก Deepfake กำลังเปลี่ยนโฉมการเมืองโลก
28-1-2026
ตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่ “การเมืองระดับใหญ่” ดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขของความขาดแคลนข้อมูล แต่มีการตีความอย่างล้นเกิน ยุคดิจิทัลได้พลิกสมการนั้นโดยสิ้นเชิง ปัจจุบัน เราเผชิญกับความขาดแคลนของ “ความแท้จริง” และความล้นเกินของเนื้อหา ดีปเฟก — วิดีโอและภาพปลอมที่มักมาพร้อมเสียง ซึ่งถูกสร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ — มีต้นทุนต่ำ และมีศักยภาพในการบ่อนทำลายรากฐานพื้นฐานที่สุดของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม นั่นคือ ความเชื่อมั่นต่อคำพูดสาธารณะและหลักฐานเชิงภาพ
ขณะนี้อินเทอร์เน็ตถูกอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาประเภทดังกล่าว ผลสำรวจระบุว่าประมาณ 60% ของผู้คนเคยพบเห็นวิดีโอดีปเฟกภายในปีที่ผ่านมา ผลงานบางส่วนอาจไม่เป็นพิษเป็นภัยหรือชวนขบขัน เช่น ภาพ AI ที่หิมะสูงถึงเก้าชั้นในคัมชัตคา ซึ่งยังแพร่ไปถึงสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ แต่เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำไปใช้หล่อเลี้ยงความตึงเครียดทางการเมืองที่ร้ายแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
วิกฤตอินเดีย–ปากีสถานในเดือนพฤษภาคม 2025 เป็นภาพสะท้อนของอันตรายดังกล่าว วิดีโอปลอมเพียงคลิปเดียวที่อ้างว่าแสดงการสูญเสียเครื่องบินขับไล่สองลำ แพร่กระจายบนโลกออนไลน์ภายในไม่กี่ชั่วโมง จุดกระแสอารมณ์สาธารณะ เพิ่มวาทกรรมทางทหาร และเร่งการยกระดับความตึงเครียดเร็วกว่าที่คำปฏิเสธอย่างเป็นทางการจะควบคุมได้ ดีปเฟกจึงได้ก้าวออกจากขอบเขตของความบันเทิง เข้าสู่มิติของความมั่นคงแห่งชาติ
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 จะเกิดกระแสการออกกฎระเบียบใหม่ ๆ เป็นวงกว้าง รัฐต่าง ๆ เริ่มมองดีปเฟกจาก AI ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยที่สร้างความไร้เสถียรภาพ แนวโน้มระดับโลกกำลังมุ่งไปสู่การควบคุม การบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการเชิงบีบบังคับ
ในประเทศที่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เสียงข้างมากของโลก” (global majority) จุดเน้นอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 10 มกราคม อินโดนีเซียได้สั่งปิดการเข้าถึงแพลตฟอร์ม Grok เป็นการชั่วคราว หลังแพลตฟอร์มดังกล่าวถูกใช้ในการสร้างดีปเฟกเชิงทางเพศโดยไม่ได้รับความยินยอม การตอบสนองของจาการ์ตาสะท้อนความพร้อมในการตัดช่องทางการเผยแพร่ทันทีในกรณีที่เกิดการละเมิดในวงกว้าง แทนที่จะรอขั้นตอนกำหนดมาตรฐานที่ยืดเยื้อ
เวียดนามเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของแนวทางทางกฎหมายอาญา ในช่วงปลายปี 2025 ทางการได้ออกหมายจับและดำเนินการพิจารณาคดีลับหลัง ต่อพลเมืองสองรายที่ถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่เนื้อหา “ต่อต้านรัฐ” อย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงภาพและวิดีโอที่สร้างโดย AI ฮานอยไม่ได้มองว่าลักษณะข้ามพรมแดนของการเผยแพร่จะเป็นเกราะคุ้มกัน แต่กลับนิยามดีปเฟกว่าเป็นประเด็นของ “อธิปไตยดิจิทัล”
ภายใต้มุมมองนี้ พื้นที่ดิจิทัลไม่ใช่เขตที่สามารถสร้างหลักฐานเท็จและบ่อนทำลายสถาบันจากต่างประเทศได้โดยปราศจากผลตามมาอีกต่อไป รัฐได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะขยายการบังคับใช้กฎหมายอาญาเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลระดับโลก
การใช้ดีปเฟกกำลังเปลี่ยนลักษณะไปเช่นกัน มากขึ้นเรื่อย ๆ การบิดเบือนด้วย AI ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตี “ความไว้วางใจ” ในระดับเฉพาะจุดและฉับไว แทนการปฏิบัติการพิเศษที่ซับซ้อน เมื่อวันที่ 19 มกราคม ตำรวจอินเดียได้เปิดการสอบสวนกรณีภาพที่สร้างด้วย AI ซึ่งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทางออนไลน์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายปกครองท้องถิ่นและปลุกปั่นความไม่สงบ เป้าหมายของการกระทำนี้ไม่ใช่การหลอกลวงเชิงยุทธศาสตร์ หากแต่เป็นการทำให้สังคมไร้เสถียรภาพในทันที
สหภาพยุโรปได้สถาปนากลไกตอบสนองเชิงสถาบันไปแล้ว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่ร่างฉบับแรกของ แนวปฏิบัติ (Code of Practice) ว่าด้วยการติดฉลากและการระบุเนื้อหาที่สร้างโดย AI เอกสารดังกล่าวแปลงหลักการความโปร่งใสของกฎหมาย AI Act ให้กลายเป็นขั้นตอนที่บังคับใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นฉลากที่เครื่องอ่านได้ การเปิดเผยว่าเนื้อหาถูกสร้างโดย AI และการกำหนดความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการ ดีปเฟกจึงถูกจัดกรอบมากขึ้นในฐานะรูปแบบหนึ่งของ “ความรุนแรงทางดิจิทัล” และเมื่อวันที่ 9 มกราคม กระทรวงยุติธรรมของเยอรมนีได้ประกาศมาตรการรับมือการบิดเบือนภาพด้วย AI ที่เป็นอันตราย โดยยกระดับประเด็นนี้จากการถกเถียงเชิงจริยธรรมไปสู่กฎหมายอาญาและการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
สหรัฐอเมริกามุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม ในปี 2025 กฎหมาย Take It Down Act ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องลบภาพลามกส่วนบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงภาพที่สร้างด้วย AI อย่างรวดเร็ว ขณะที่ในเดือนมกราคม วุฒิสภาได้ผ่านกฎหมาย DEFIANCE Act ซึ่งให้สิทธิแก่เหยื่อในการฟ้องร้องผู้สร้างหรือผู้เผยแพร่ดีปเฟก สภาคองเกรสยังคงถกเถียงร่างกฎหมาย No Fakes Act ซึ่งจะจัดตั้งสิทธิในระดับรัฐบาลกลางเกี่ยวกับการใช้ภาพหรือเสียงของบุคคล อย่างไรก็ตาม รูปแบบของสหรัฐฯ ยังคงกระจัดกระจาย ถูกกำหนดโดยข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญและระบบสหพันธรัฐ ส่งผลให้กฎเกณฑ์จำนวนมากเกิดขึ้นในระดับมลรัฐ
รัสเซียกำลังกำหนดแนวทางของตนเอง เมื่อวันที่ 20 มกราคม มักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อรับมือกับการใช้ดีปเฟกอย่างผิดกฎหมาย โดยรวบรวมเจ้าหน้าที่กระทรวงและสมาชิกรัฐสภา เพื่อจัดทำข้อเสนอด้านกฎหมายและเสริมความเข้มงวดของความรับผิด ก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ได้มีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมาย “ว่าด้วยข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ และการคุ้มครองข้อมูล” ซึ่งกำหนดให้ต้องติดฉลากวิดีโอที่ถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI อย่างบังคับ นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเสนอให้กำหนดโทษทางปกครองสำหรับกรณีที่ไม่ติดฉลาก หรือติดฉลากไม่ถูกต้อง โดยคณะกรรมาธิการด้านไอทีของสภาดูมาแห่งรัฐมีแผนจะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวในวาระแรกในเดือนมีนาคม 2026
ในระดับนานาชาติ นอกเหนือจากกรอบ “สโมสร” ของชาติตะวันตก ยังเหลือช่องทางเชิงปฏิบัติอยู่สองประการ ช่องทางแรกคือการพัฒนามาตรฐานทางเทคโนโลยีเพื่อยืนยันแหล่งที่มาของเนื้อหา เช่น C2PA (Content Credentials) ซึ่งเป็นระบบนิเวศแบบเปิดของอุตสาหกรรม ที่บริษัทไอทีรายใหญ่ได้นำมาใช้แล้วเพื่อการติดฉลากและตรวจสอบแหล่งที่มาของสื่อ ช่องทางที่สองคือเวทีพหุภาคีสากลอย่างสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ซึ่งยังคงมีการหารือเกี่ยวกับความโปร่งใสของ AI อย่างต่อเนื่อง มีเพียงกรอบที่เป็นกลางเช่นนี้เท่านั้น ที่มีโอกาสสร้างมาตรฐานที่ครอบคลุมและไม่ทำให้การกำกับดูแลดีปเฟกกลายเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการแตกแยกทางดิจิทัล
โลกกำลังเข้าใกล้ช่วงเวลาที่การตรวจสอบความแท้จริงของการสื่อสารสาธารณะอย่างเป็นระบบจะกลายเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง รัฐบาลต่าง ๆ มองเนื้อหาสังเคราะห์มากขึ้นว่าเป็นภัยคุกคามต่อการเลือกตั้งและเสถียรภาพทางสังคม ไม่ต้องพูดถึงความเชื่อมั่นต่อสถาบัน ในขณะเดียวกัน ระบอบกฎหมายที่แตกต่างกันและมุมมองที่ไม่เหมือนกันต่อเสรีภาพในการแสดงออก จะก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านเขตอำนาจศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับรัฐที่มุ่งแสวงหาอธิปไตยทางดิจิทัล การกำกับดูแลดีปเฟกกำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วและรอบคอบต่อสภาพแวดล้อมด้านข้อมูลข่าวสารแบบใหม่ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการธำรงรักษาความเป็นไปได้ของ “การเมืองที่แท้จริง” ในยุคที่การเห็นด้วยตา ไม่ได้หมายถึงการเชื่ออีกต่อไป
By Anna Sytnik, Associate Professor at St. Petersburg State University and CEO of the non-profit organization Colaboratory