.
ข้อตกลงการค้าสหรัฐ–อินเดีย: สิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้
4-2-2026
ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐและอินเดียที่ประกาศออกมาหลังจากความไม่แน่นอนยาวนานหลายเดือน คาดว่าจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับการส่งออก รักษาเสถียรภาพค่าเงินรูปี เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในเอเชียใต้แห่งนี้
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า อินเดียจะลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าสหรัฐลงเหลือศูนย์ เมื่อประกาศข้อตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ นิวเดลียังให้คำมั่นว่าจะ “ซื้อของจากอเมริกา” ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และสินค้าอื่น ๆ จากสหรัฐ มูลค่ารวม 500,000 ล้านดอลลาร์ ตามคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ข้อมูลระบุว่า การส่งออกของอินเดียไปยังสหรัฐในช่วงเดือนเมษายน–ตุลาคม ปี 2025 มีมูลค่า 52,130 ล้านดอลลาร์
กรอบภาพรวมของข้อตกลง
ทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี ได้ประกาศกรอบกว้าง ๆ ของข้อตกลงผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินเดียและสหภาพยุโรปสรุปข้อตกลงการค้าเมื่อวันที่ 27 มกราคม
โพสต์ของทรัมป์ระบุว่า อินเดียจะยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และอาจหันไปซื้อน้ำมันจากสหรัฐ และอาจรวมถึงเวเนซุเอลาแทน
อย่างไรก็ตาม โมดีไม่ได้กล่าวถึงน้ำมันดิบจากรัสเซียแต่อย่างใด
แม้โพสต์ของทรัมป์จะไม่ได้กล่าวถึงภาษีเพิ่มเติมอีก 25% ที่ถูกกำหนดจากการซื้อน้ำมันรัสเซีย แต่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันกับ Hindustan Times ว่า ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิกภายใต้ข้อตกลงนี้ และอัตราภาษีสุดท้ายจะอยู่ที่ 18% ซึ่งต่ำกว่าอัตรา 19% ที่สหรัฐเรียกเก็บจากปากีสถาน ประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย
พิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าอินเดีย–สหรัฐปลดล็อกพลังของประชาธิปไตยขนาดใหญ่สองประเทศ และมอบโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับเกษตรกร ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ผู้ประกอบการ และแรงงานทักษะสูง
ไนเลช ชาห์ ผู้จัดการกองทุน กล่าวกับสื่อว่า ข้อตกลงนี้ได้ปลด “ดาบแห่งดาโมคลีส” ที่เคยแขวนอยู่เหนือค่าเงินรูปี รวมถึงตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ออกไปแล้ว
ข้อตกลงที่วางหมากอย่างชาญฉลาด
ผลจากข้อตกลงดังกล่าว ทำให้การส่งออกของอินเดียไปยังสหรัฐได้รับอัตราภาษีที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองในเอเชีย รองจากญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ อินเดียเคยเผชิญอัตราภาษีสูงที่สุดในทวีปที่ 50%
ผู้บริโภคสหรัฐต้องจ่ายภาษีนำเข้า 20% สำหรับสินค้าจากบังกลาเทศและเวียดนาม ขณะที่สินค้าจากมาเลเซีย กัมพูชา และไทย ถูกเก็บภาษี 19% เช่นเดียวกับสินค้าจากปากีสถาน
ในกลุ่มประเทศ BRICS สหรัฐกำหนดภาษี 50% กับบราซิล ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนถูกเก็บ 37% และจากแอฟริกาใต้ 30%
วอชิงตันเรียกเก็บภาษี 10% กับสินค้าจากสหราชอาณาจักร และ 15% กับสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ ตามรายงานของ Mint
ภาคเกษตรที่ยังเป็นประเด็นอ่อนไหว
ภาคเกษตรกรรมเป็นประเด็นขัดแย้งมาโดยตลอดในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและอินเดีย เนื่องจากเป็นฐานเสียงทางการเมืองที่อ่อนไหวในทั้งสองประเทศ
Moneycontrol รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า นิวเดลีคาดว่าจะกันสินค้ากลุ่มนมและสินค้าเกษตรอ่อนไหวออกจากขอบเขตของข้อตกลงการค้า
รายงานระบุว่า อินเดียไม่น่าจะให้คำมั่นใด ๆ ในหมวดเกษตรที่อ่อนไหว ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนของประเทศในการเจรจาการค้ากับสหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์เมื่อปีที่แล้ว รวมถึงข้อตกลงล่าสุดกับสหภาพยุโรปในประเด็นเกษตรกรรม
บรูค คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของสหรัฐ ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงใหม่นี้จะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าอเมริกันไปยังตลาดขนาดใหญ่ของอินเดีย
เธอกล่าวอ้างว่า ในปี 2024 สหรัฐมีการขาดดุลการค้าในภาคเกษตรกับอินเดียอยู่ที่ 1,300 ล้านดอลลาร์ และข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยลดการขาดดุลดังกล่าว โดยเธอเรียกมันว่าเป็น “ชัยชนะในแบบอเมริกาต้องมาก่อน” พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์
ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) การส่งออกของสหรัฐไปยังอินเดียในปี 2025 มีมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ โดยแรงขับเคลื่อนหลักของความต้องการส่งออกมาจากถั่วเปลือกแข็ง (tree nuts) ฝ้าย และน้ำมันถั่วเหลือง ตามรายงานของ Times of India
แรงหนุนต่อสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
บังกลาเทศเป็นคู่แข่งหลักของอินเดียในภาคสิ่งทอ ร่วมกับปากีสถานและศรีลังกา เมื่ออินเดียได้รับอัตราภาษีที่ดีกว่าเล็กน้อย การส่งออกสิ่งทอจึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์
สหรัฐเป็นตลาดส่งออกสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยคิดเป็น 28% ของการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มทั้งหมด หรือราว 11,000 ล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 ตามรายงานของ Reuters ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดสิ่งทอใหญ่อันดับสองของอินเดีย
อุตสาหกรรมที่ได้อานิสงส์เป็นวงกว้าง
นอกเหนือจากสิ่งทอ ภาคแรงงานเข้มข้นอื่น ๆ ที่ได้รับประโยชน์อย่างโดดเด่น ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าวิศวกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ เคมีภัณฑ์เฉพาะทาง สินค้าเกษตรและอาหารทะเล รวมถึงผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ตามรายงานของ Mint
ในภาคอาหารทะเล การส่งออกกุ้งและอาหารแช่แข็งพึ่งพาตลาดสหรัฐเป็นอย่างมาก ตามรายงานของ Mint
โมเมนตัมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของอินเดียมีการพึ่งพาตลาดสหรัฐในระดับสูง ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (OEMs) มีแนวโน้มได้รับประโยชน์
จากรายงานของ CNBC ระบุว่า Jaguar Land Rover ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ Tata Motors มีสัดส่วนการส่งออกที่เชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐถึง 33%
แวววาวกลับสู่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียไปยังสหรัฐลดลงเกือบ 5% เหลือ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนธันวาคม ตามข้อมูลจากสภาส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (GJEPC)
การลดอัตราภาษีคาดว่าจะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง โดยภาคธุรกิจสามารถปรับตัวต่อความไม่แน่นอนด้านภาษีได้ดี ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ของการส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และฮ่องกงในเดือนธันวาคม ตามรายงานของ Times of India
การยุติความไม่แน่นอนด้านนโยบายจะช่วยเสริมแรงหนุนให้กับภาคส่วนนี้เพิ่มเติม
รายงานของ CNN ระบุว่า ราคาจำหน่ายเครื่องประดับในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาษีที่เรียกเก็บกับสินค้านำเข้าจากอินเดีย
ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม
เจคอบ เฮลเบิร์ก ปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่าข้อตกลงนี้ช่วยสร้างแรงส่งให้เกิดการยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมในเชิงลึก
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุมรัฐมนตรีว่าด้วยแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันอังคารนี้ โดยคาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย เอส. ไจชังการ์ จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
อิเล็กทรอนิกส์
อัศวินี ไวษณว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์ของอินเดีย กล่าวว่า ทั้งสองประเทศสามารถร่วมกันสร้างสรรค์เทคโนโลยีและพัฒนาโซลูชันร่วมกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อโลก
ไวษณวระบุว่าข้อตกลงนี้เป็น “ข้อตกลงแบบชนะทั้งสองฝ่าย (win-win deal)”
ตลาดการเงิน
ตลาดการเงินของอินเดียตอบรับเชิงบวกต่อข้อตกลงการค้ากับสหรัฐ โดยตลาดหุ้นพุ่งขึ้น 5% ขณะที่ค่าเงินรูปีแข็งค่าขึ้นมากกว่า 1%
ก่อนหน้านี้ ตลาดและค่าเงินได้รับแรงกดดันอย่างหนัก หลังจากสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
นักลงทุนสถาบันต่างชาติขายสุทธิหุ้นอินเดียมูลค่า 3.98 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อมาตรการภาษีเริ่มมีผลบังคับใช้
มุมมองเชิงบวกระมัดระวัง
การประกาศข้อตกลงช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในตลาด แต่รายละเอียดเชิงลึกยังไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด
โดยภาพรวม คาดว่าภาคอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้นจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากอัตรากำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
ขณะเดียวกัน สายการสั่งซื้อ (order pipeline) จะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังความไม่แน่นอนจากการเจรจาด้านภาษีสิ้นสุดลง
ที่มา RT