.
รัสเซียยอมรับหรือยัง? ถอดดีลแผนหยุดยิง 3 ชั้น ที่สหรัฐฯ– NATO วางไว้คุมสมรภูมิยูเครน ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามลุกลาม
6-2-2026
Asia Times รายงานว่า สำนักข่าวไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) รายงานความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศยูเครน (Ukraine) โดยระบุว่ามีความพยายามผลักดันแผนการหยุดยิงที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐฯ (US) หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณสนับสนุนการส่งกองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) เข้าสู่ยูเครนเมื่อเดือนที่ผ่านมา ภายหลังตัวแทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) อย่างสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ได้ออกมากล่าวชื่นชมหลักการว่าด้วยการรับประกันความมั่นคงเป็นครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประเทศฝรั่งเศส (France) และสหราชอาณาจักร (UK) ตกลงที่จะส่งทหารไปประจำการในกรณีที่มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ทั้งรัสเซีย (Russia) ยูเครน และสหรัฐฯ ต่างให้ความสำคัญกับหลักการนี้อย่างจริงจังก่อนการเจรจาไตรภาคีรอบที่สองจะเริ่มขึ้น โดยแหล่งข่าวจากไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) เผยว่าคู่เจรจาทั้งสามฝ่ายได้เห็นชอบในหลักการ "แผนการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงแบบ 3 ระดับ" (Three-tiered ceasefire enforcement plan) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:
ระดับแรก (24 ชั่วโมงแรก): หากมีการกล่าวอ้างว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลง กองทัพยูเครนจะเป็นฝ่ายตอบโต้ทางการทหารเป็นลำดับแรก
ระดับที่สอง (24 ชั่วโมงต่อมา): หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย กองกำลังจาก "กลุ่มประเทศพันธมิตรที่สมัครใจ" (Coalition of the willing) จะเริ่มเข้าแทรกแซง
ระดับที่สาม (24 ชั่วโมงสุดท้าย): หากรัสเซียยังไม่ยอมถอนกำลัง กองทัพสหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการตอบโต้
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่เหตุการณ์กระทบกระทั่งบริเวณชายแดนเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่การสร้างสถานการณ์เพื่อใส่ร้าย (False flag) โดยยูเครน อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ภายในเวลาเพียง 72 ชั่วโมง ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายมาร์ก รุตเตอ (Mark Rutte) เลขาธิการนาโต (NATO) ที่ระบุในสภาเรดา (Rada) ว่า พันธมิตรยุโรปบางประเทศพร้อมส่งกำลังพล เครื่องบินขับไล่ และเรือรบในทะเลดำเข้าสู่ยูเครนทันทีหลังบรรลุข้อตกลง โดยมีสหรัฐฯ เป็นรัฐกันชนหลัก (Backstop)
ทางด้านประเทศรัสเซีย (Russia) ได้ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่าจะพุ่งเป้าโจมตีกองกำลังต่างชาติที่ส่งเข้ามาในยูเครน และแสดงจุดยืนคัดค้านการหยุดยิงแบบชั่วคราว โดยเสนอให้จบความขัดแย้งแบบเบ็ดเสร็จที่แก้ปัญหารากเหง้าและฟื้นฟูสถานะความเป็นกลางของยูเครน ดังนั้น การที่รัสเซียจะยอมรับแผนบังคับใช้ข้อตกลง 3 ระดับนี้ โดยเฉพาะหากมีการประจำการทหารนาโต (NATO) จะถือเป็นการเปลี่ยนนโยบายครั้งสำคัญอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียคนใดให้ความเห็นที่สื่อได้ว่ารัฐบาลเครมลิน (Kremlin) กำลังพิจารณาข้อเสนอนี้ ข้อมูลดังกล่าวจึงยังคงอยู่ในขั้นของการคาดการณ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีความเป็นไปได้ในทางทฤษฎี หากรัสเซียได้รับข้อเสนอจูงใจที่เพียงพอ อาทิ การที่ยูเครนยอมถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส (Donbass) การสร้างความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรกับสหรัฐฯ และการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างรวดเร็ว
หากมองในมุมของรัฐบาลมอสโก (Moscow) การแลกเปลี่ยนนี้อาจถูกมองว่าสมเหตุสมผล เนื่องจากต้นทุนทางทหาร การเงิน และโอกาสที่สูญเสียไปจากการบรรลุเป้าหมายสูงสุดใน "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร" อาจสูงเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการประนีประนอม นอกจากนี้ รัสเซียยังสามารถใช้ศักยภาพทางอาวุธยุทธศาสตร์ เช่น ขีปนาวุธความเร็วเหนือแสงโอเรชนิก (Oreshnik), เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และโดรนใต้น้ำโพไซดอน (Poseidon) ที่สามารถสร้างคลื่นสึนามิทำลายล้าง เป็นเครื่องมือป้องปรามไม่ให้ตะวันตกยกระดับความรุนแรงหากเกิดเหตุการณ์สร้างสถานการณ์
โดยสรุป แม้รายงานของไฟแนนเชียล ไทมส์ (Financial Times) จะมีความเป็นไปได้ในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความเป็นไปได้สูงกว่าที่รัสเซียจะไม่ยอมรับข้อตกลงในลักษณะที่ปล่อยให้กองกำลังต่างชาติเข้ามาประจำการในพื้นที่ความขัดแย้งดังกล่าว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/02/has-russia-agreed-to-a-us-enforced-ceasefire-plan-for-ukraine/