รัสเซียดัน 'เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ' NSR
รัสเซียดัน 'เส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ' NSR ชูจุดแข็ง ตอบโจทย์ความมั่นคงทางพลังงานเอเชีย ตัวช่วยชี้ชะตาเศรษฐกิจญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เมื่ออ่าวเปอร์เซียลุกเป็นไฟ
15-4-2026
Russia's Pivot to Asia รายงานว่า เส้นทางเดินเรือสายเหนือ หรือ นอร์ทเทิร์น ซี รูท (Northern Sea Route - NSR) ได้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการขนส่งของประเทศรัสเซีย (Russia) ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แม้ในช่วง 2 ปีหลังจะประสบภาวะชะงักงันบ้างจากปัญหาความเชื่อมั่น แต่ความต้องการพลังงานมหาศาลของภูมิภาคเอเชียตะวันออก (East Asia) ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะเร่งการส่งออกผ่านเส้นทาง NSR นี้อย่างก้าวกระโดด
NSR กับเส้นทางเดินเรือเดิมและทางเลือกใหม่
ปริมาณการขนส่งผ่าน NSR เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2016 สามารถทำลายสถิติยุคสหภาพโซเวียต และพุ่งสูงขึ้นกว่า 5 เท่าในช่วง 8 ปีถัดมา เนื่องจากถูกเปลี่ยนจากเส้นทางส่งกำลังบำรุงภายใน ให้กลายเป็นระเบียงยุทธศาสตร์เพื่อการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 ปริมาณการขนส่งกลับลดลงร้อยละ 2.3 เหลือเพียง 37.2 ล้านตัน ผลจากการคว่ำบาตรต่อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของรัสเซีย แต่ปัจจัยเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจเร่งด่วนที่เอเชียกำลังเผชิญ
วิกฤตห่วงโซ่อุปทานในเอเชียตะวันออก
สงครามในอ่าวเปอร์เซียและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกอย่างรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น (Japan) ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานถึงร้อยละ 87 และจัดหาน้ำมันดิบร้อยละ 95 จากตะวันออกกลาง ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ซึ่งพึ่งพา LNG จากประเทศกาตาร์ (Qatar) ถึงร้อยละ 20 ต้องเผชิญกับภาวะตลาดหุ้นทรุดตัวและการเข้าควบคุมราคาเชื้อเพลิงโดยรัฐบาล
ท่ามกลางภาวะขาดแคลนในอ่าวเปอร์เซีย ทางเลือกอื่นจากแอ่งมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น สหรัฐอเมริกา (US), เม็กซิโก (Mexico) หรือบราซิล (Brazil) ต่างเผชิญอุปสรรคทางโลจิสติกส์ ทั้งจากความจุที่จำกัดของคลองปานามาเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง หรือการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮปที่ทำให้ระยะเวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 15-20 วัน ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงจนอุตสาหกรรมในเอเชียแทบแบกรับไม่ไหว
ความคุ้มค่าของเส้นทาง NSR
ในบริบทนี้ NSR จึงเปลี่ยนจากโครงการในอนาคตมาเป็นระเบียงยุทธศาสตร์หลักเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีข้อได้เปรียบคือ "เวลา" การเดินทางจากอาร์กติกของรัสเซียหรือยุโรปเหนือไปยังเอเชียตะวันออกใช้เวลาเพียง 15-18 วัน เทียบกับการเดินเรือผ่านคลองสุเอซ (Suez Canal) ที่ต้องใช้เวลาถึง 30-35 วัน นอกจากนี้ NSR ยังมี "ภูมิคุ้มกันต่อแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์" เนื่องจากเส้นทางทั้งหมดอยู่ในน่านน้ำภายในและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของรัสเซีย ปลอดภัยจากโจรสลัดและการโจมตีด้วยโดรน
ฐานทรัพยากรของรัสเซียมีความสามารถในการรองรับความต้องการของเอเชียได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการ Vostok Oil, ระบบท่อส่ง ESPO และโครงการนอกชายฝั่งซาคาลิน (Sakhalin) ซึ่งมีศักยภาพการส่งออกรวมกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงยุทธศาสตร์ LNG ของบริษัท โนวาเทค (Novatek) และ ก๊าซพรอม (Gazprom) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific)
การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและนวัตกรรม
ความคุ้มค่าของ NSR เพิ่มขึ้นอย่างมากจากภาวะโลกร้อน โดยในช่วงกลางทศวรรษ 2020 หน้าต่าง "น้ำใส" (Clean water) ที่เรือปกติสามารถแล่นได้โดยไม่ต้องมีเรือตัดน้ำแข็งนำทาง ขยายตัวเป็น 3 เดือนครึ่ง (กลาง ก.ค. - ต้น พ.ย.) ส่วนในช่วงฤดูหนาว รัสเซียได้ใช้เทคโนโลยีเรือบรรทุกก๊าซระดับ Arc7 ที่ออกแบบมาให้เดินเครื่องถอยหลังเพื่อบดขยันน้ำแข็งหนา 2.1 เมตรได้ด้วยตนเอง
การลงทุนและอุปสรรคสำคัญ
รัฐบาลรัสเซียเตรียมลงทุนประมาณ 2 ล้านล้านรูเบิล (2.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปี 2025-2035 เพื่อสร้างเรือตัดน้ำแข็งพลังงานนิวเคลียร์ชุดใหม่ (โปรเจกต์ 22220) และพัฒนาระบบดาวเทียมเพื่อตรวจสอบสภาพน้ำแข็ง รวมถึงการสร้างศูนย์กระจายสินค้าในมูร์มันสค์ (Murmansk) และคัมชัตกา (Kamchatka) โดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคาร VTB
อย่างไรก็ตาม "คอขวด" สำคัญคือการขาดแคลนเรือบรรทุกก๊าซคลาสอาร์กติกขนาดใหญ่ เดิมรัสเซียพึ่งพาการต่อเรือจากเกาหลีใต้ (Daewoo/Hanwha) แต่การคว่ำบาตรในปี 2022 ทำให้คำสั่งซื้อถูกระงับ รัสเซียจึงต้องหันมาพึ่งพาศูนย์ต่อเรือ Zvezda ในภูมิภาคตะวันออกไกลของตนเอง ซึ่งยังเผชิญความท้าทายด้านประสบการณ์และเทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น ระบบกักเก็บ LNG ของบริษัท GTT จากฝรั่งเศส (France) ที่ถูกระงับการส่งมอบ
การปลดล็อกอาร์กติก
ในปี 2024 NSR ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ที่เกือบ 38 ล้านตัน โดยมีการขยายตัวของการขนส่งผ่านทาง (Transit) จากบริษัทเดินเรือของประเทศจีน (China) ในโครงการ "อาร์กติก เอ็กซ์เพรส" (Arctic Express) ความขาดแคลนพลังงานจะบีบให้ประเทศในเอเชียต้องหาช่องทางรับวัตถุดิบจากรัสเซียผ่านตัวกลางหรือข้อตกลงแลกเปลี่ยน (Swap) และขอข้อยกเว้นโดยตรงจากวอชิงตัน ซึ่งศักยภาพของ NSR ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรองรับการขนส่งมหาศาล จะทำให้เส้นทางนี้กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของสมดุลพลังงานในเอเชียแปซิฟิกสืบไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://russiaspivottoasia.com/russias-northern-sea-route-alternative-boosted-by-persian-gulf-supply-chain-problems/