.
จีนแซงสหรัฐฯ ในสมรภูมิไฮเปอร์โซนิก โชว์ขีปนาวุธ CJ‑1000 ข่มระบบป้องกันภัยทางอากาศสหรัฐฯ
20-2-2026
SCMP รายงานว่า จีนก้าวข้ามสหรัฐฯ ในการพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิกขุมพลัง Scramjet พร้อมเปิดตัว CJ-1000 ขีปนาวุธล่องหนความเร็วเหนือแสงที่ไร้เทียมทาน
– การเปิดตัวขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic) ระยะไกลรุ่น CJ-1000 บ่งชี้ว่าประเทศจีน (China) ได้ก้าวข้ามประเทศสหรัฐฯ (US) ในการแข่งขันที่สำคัญเพื่อติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบ สแครมเจ็ต (Scramjet) ที่ใช้งานได้จริง ตามการวิเคราะห์ของนิตยสารทางการทหารในจีนแผ่นดินใหญ่
ขีปนาวุธนำวิถีแบบเคลื่อนที่บนถนนรุ่น CJ-1000 พร้อมด้วยรุ่น YJ-19 ที่ยิงจากเรือ เป็นสองขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Air-breathing scramjet ขั้นสูง ซึ่งได้ถูกนำมาจัดแสดงในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีเพียงขีปนาวุธ 3M22 “Zircon” ของประเทศรัสเซีย (Russia) เท่านั้นที่เป็นอาวุธในระดับเดียวกัน แต่ CJ-1000 ถือเป็นขีปนาวุธประเภทนี้รุ่นแรกและรุ่นเดียวของโลกที่ติดตั้งบนฐานยิงเคลื่อนที่บนบก
ความเหนือชั้นทางเทคโนโลยี: Scramjet เทียบกับ Glider
บทวิเคราะห์ในนิตยสาร Shipborne Weapons ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า เครื่องยนต์ Scramjet เป็นเส้นทางการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่ทำได้ยากกว่าขีปนาวุธประเภท Glider vehicles เช่น รุ่น DF-17 ของจีน หรือ Avangard ของรัสเซีย
การเกิดขึ้นของ CJ-1000 นับเป็นจุดเปลี่ยนของจีนจากการเป็นผู้เดินตามสู่การเป็นผู้นำในโดเมนการบินและอวกาศที่ทันสมัยที่สุด เนื่องจากขีปนาวุธแบบ Scramjet นี้บินที่เพดานบินเพียง 20-30 กิโลเมตร ซึ่งต่ำกว่าแบบ Glider ที่บินสูงถึง 60-80 กิโลเมตร ทำให้เรดาร์ป้องกันภัยทางอากาศของศัตรูตรวจจับและตอบโต้ได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เครื่องยนต์ Scramjet ยังทำงานตลอดทั้งช่วงการบินไปจนถึงระยะสุดท้าย ทำให้มีความคล่องตัวและแม่นยำสูงกว่าแบบ Glider ที่ต้องอาศัยแรงเฉื่อยในช่วงเข้าหาเป้าหมาย
สหรัฐฯ ตามหลัง: ปัญหาการจัดการและยุทธศาสตร์
แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศแรกที่สาธิตการบินด้วยเครื่องยนต์ Scramjet ได้ในปี 1998 และประสบความสำเร็จในการทำงานต่อเนื่อง 240 วินาทีในปี 2013 แต่ปัจจุบันโครงการขีปนาวุธโจมตีไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic Attack Cruise Missile) ของอเมริกากลับล้าหลังกว่าจีน
บทความวิเคราะห์ว่าความล่าช้าของสหรัฐฯ เกิดจากการวางแผนโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพ การจัดการที่ขาดระเบียบ และการขาดความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่จากผู้นำระดับสูง ในขณะที่ความสำเร็จของจีนมาจากการลงทุนมหาศาล วิธีการทดสอบที่สมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์ การบูรณาการระหว่างสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนในระดับชาติที่เด็ดขาด
สมรรถนะที่น่าเกรงขามและรัศมีทำลายล้าง
CJ-1000 เชื่อกันว่าเป็นขีปนาวุธ Scramjet ที่มีระยะยิงไกลที่สุดและมีหัวรบที่ทำลายล้างรุนแรงที่สุด เนื่องจากเป็นระบบบนบกจึงมีข้อจำกัดเรื่องขนาดและน้ำหนักน้อยกว่ารุ่นยิงจากเรือ ทำให้สามารถบรรทุกเชื้อเพลิงและระเบิดได้มากขึ้น โดยติดตั้งบนรถฐานยิงเคลื่อนที่ 10 ล้อแบบไฮบริด (Diesel-electric hybrid) คาดว่ามีระยะยิงอย่างน้อย 2,500 กิโลเมตร
รัศมีทำการนี้ครอบคลุมเป้าหมายสำคัญส่วนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) รวมถึงพื้นที่กว้างขวางในมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างหมู่เกาะแถวที่หนึ่ง (First island chain) และแถวที่สอง (Second island chain) ซึ่งรวมถึงเกาะกวม (Guam) อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ
ขีดความสามารถในการเจาะระบบป้องกัน
กระบวนการยิงเริ่มต้นด้วย "การยิงแบบแนวดิ่งเย็น" (Cold launch) โดยจรวดบูสเตอร์เชื้อเพลิงแข็งจะเร่งความเร็วขีปนาวุธไปที่ Mach 4 ที่ระดับความสูง 20 กิโลเมตร จากนั้นเครื่องยนต์ Scramjet จะเริ่มทำงานและพุ่งทะยานไปที่ความเร็ว Mach 6 ที่ระดับความสูง 28 กิโลเมตร เพื่อทำการบินต่อเนื่อง
ด้วยความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิกและข้อดีของ Scramjet ทำให้ CJ-1000 สามารถทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั่วไปกลายเป็นสิ่งที่ "ไร้พลัง" โดยนิตยสารระบุว่าระบบ THAAD (Terminal High Altitude Area Defence) น่าจะเป็นเพียงระบบเดียวของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่มีขีดความสามารถจำกัดในการสกัดกั้น แม้สหรัฐฯ จะพยายามพัฒนาระบบเซนเซอร์ในอวกาศภายใต้โครงการ “Golden Dome” และโครงการสกัดกั้น Glide Phase Interceptor ร่วมกับญี่ปุ่น แต่กว่าจะใช้งานได้จริงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถึงเวลานั้น เทคโนโลยีไฮเปอร์โซนิกของจีนอาจพัฒนาไปสู่อีกระดับที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าเดิมแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3343917/how-china-overtook-us-hypersonic-arms-and-may-leave-air-defences-powerless?module=top_story&pgtype=section