นโยบายคิวบาของทรัมป์ “บีบเม็กซิโกจนมุม”
นโยบายคิวบาของทรัมป์ “บีบเม็กซิโกจนมุม” วิกฤตน้ำมันและแรงกดดันทางการเมืองทวีความตึงเครียด
26-2-2026
Foreign Policy Magazine รายงานว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สหรัฐฯ กำลังกลับมาใช้แนวทาง “กดดันหนัก” ต่อคิวบา (Cuba) อย่างเข้มข้นอีกครั้ง หลังเหตุการณ์จับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารประกาศ “ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ” โดยกล่าวหาคิวบาว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่ารัฐบาลฮาวานาให้ที่พักพิงแก่สายลับรัสเซียและกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาส (Hamas) และเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah)
คำสั่งดังกล่าวมิใช่เพียงการประกาศจุดยืน แต่มาพร้อม “คำขู่ที่เจาะจง” ว่าประเทศใดก็ตามที่ยังคงส่งน้ำมันให้คิวบาจะต้องเผชิญกับการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราลงโทษ (Punitive Tariffs) ซึ่งหลังจากสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการระงับการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาแล้ว เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ถัดไปของทรัมป์คือเม็กซิโก (Mexico) ซึ่งเป็นผู้จัดสรรน้ำมันรายใหญ่รายเดียวที่เหลืออยู่ของเกาะแห่งนี้
เม็กซิโกในกับดักภูมิรัฐศาสตร์: ระหว่าง “ฮาวานา” และ “วอชิงตัน”
มาตรการกดดันจากทำเนียบขาวได้สร้างแรงบีบอย่างมหาศาลต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีคลอเดีย ไชน์บอม (Claudia Sheinbaum) ผู้นำเม็กซิโกคนใหม่ ซึ่งกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่าง “สายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์” ที่มีต่อคิวบา กับ “ความเป็นจริงทางการเมือง” จากแรงกดดันของสหรัฐฯ ที่แผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคอย่างดุดัน
สถิติระบุว่าในปีที่ผ่านมา เม็กซิโกส่งออกน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 22,000 บาร์เรลให้คิวบา แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับลดลงเหลือเพียงราว 7,000 บาร์เรลต่อวัน ภายหลังการเยือนเม็กซิโกซิตีของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) เมื่อเดือนกันยายน และภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร เม็กซิโกก็ได้ตัดสินใจระงับการส่งน้ำมันไปคิวบาโดยสิ้นเชิง แม้ไชน์บอมจะพยายามย้ำว่าเป็น “การตัดสินใจเชิงอธิปไตย” แต่ในสายตานักวิเคราะห์ทั่วโลก นี่คือผลลัพธ์โดยตรงจากอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ
การขาดแคลนพลังงานส่งผลให้คิวบาเข้าสู่สภาวะวิกฤตขั้นรุนแรง มีรายงานการจำกัดการใช้ไฟฟ้าทั่วเกาะ สายการบินบางแห่งต้องระงับเที่ยวบิน และที่น่าสลดใจที่สุดคือโรงพยาบาลรัฐอย่างน้อยหนึ่งแห่งต้องหยุดการผ่าตัดและบริการฉุกเฉินเนื่องจากไม่มีน้ำมันสำหรับระบบสนับสนุนและยานพาหนะ
แม้ไชน์บอมจะออกมาตอบโต้ว่าการกระทำของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ “วิกฤตด้านมนุษยธรรม” และยืนยันว่าเม็กซิโกจะส่งความช่วยเหลือตามประเพณีแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แต่การส่งมอบสิ่งของกว่า 800 ตันโดยเรือกองทัพเรือเม็กซิโกเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับ “ไร้น้ำมัน” ในรายการจัดส่ง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าเธอกำลังชะลอการเผชิญหน้ากับทรัมป์เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจของเม็กซิโกเอง
วิลเลียม ลีโอแกรนด์ (William LeoGrande) ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จาก American University วิเคราะห์ว่า “ไชน์บอมกำลังเล่นเกมที่ละเอียดอ่อนและอันตรายยิ่ง เธอต้องพยายามแสดงอำนาจอธิปไตยเพื่อรักษาฐานการเมืองในประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ทรัมป์โกรธจนทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคี”
เดิมพันที่สูงกว่าน้ำมัน: ยาเสพติด การค้า และ USMCA
ความตึงเครียดไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องคิวบา ทรัมป์ยังคงใช้คำขู่เรื่องการใช้กำลังทหารอเมริกันปราบปรามแก๊งค้ายาภายในเม็กซิโกเป็นเครื่องมือบีบบังคับ แม้ไชน์บอมจะปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลของเธอกลับพยายามลดแรงเสียดทานด้วยการส่งทหารจำนวนมากไปยังชายแดนและส่งตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดให้สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือปฏิบัติการสังหารหัวหน้าคาร์เทล “Jalisco New Generation” เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่งอาศัยข้อมูลข่าวกรองจากสหรัฐฯ เป็นสำคัญ
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือการทบทวนความตกลงการค้าเสรี USMCA ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งทรัมป์ขู่ว่าจะถอนตัวหากเม็กซิโกไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของเขา ริคาร์โด ปาสโกเอ เพียร์ซ (Ricardo Pascoe Pierce) อดีตเอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำคิวบา ให้ความเห็นว่า “นี่คือทางสองแพร่งที่แท้จริง เม็กซิโกต้องการ USMCA เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็มีพันธะทางอุดมการณ์ที่ลึกซึ้งกับคิวบา”
รากเหง้าประวัติศาสตร์และทางตันของการทูต
สายสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกและคิวบานั้นลึกซึ้งและยาวนานนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 1959 เม็กซิโกเป็นชาติเดียวในลาตินอเมริกาที่ยืนหยัดไม่ตัดสัมพันธ์กับฮาวานาแม้ในช่วงวิกฤตขีปนาวุธคิวบาปี 1962 ความสัมพันธ์นี้ทวีความเข้มข้นขึ้นในยุคของอดีตประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ผู้ซึ่งเป็นต้นแบบทางการเมืองของไชน์บอม
แม้ไชน์บอมจะพยายามเสนอตัวเป็น “คนกลาง” ในการเจรจาระหว่างคิวบาและสหรัฐฯ แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง เนื่องจากคิวบาไม่เคยยอมอ่อนข้อในประเด็นอำนาจภายใน ขณะที่ทรัมป์ก็พร้อมจะใช้เครื่องมือทุกอย่าง รวมถึงการระงับการส่งเงินกลับประเทศ (Remittances) เพื่อบีบคั้นคิวบาให้ถึงที่สุด
ฆอร์เค กัสตาเญดา (Jorge Castañeda) อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเม็กซิโก สรุปสถานการณ์นี้ได้อย่างเห็นภาพว่า “สุดท้ายแล้ว เม็กซิโกแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมตามในเกือบทุกเรื่อง เพราะพวกเขากำลังถูกบีบในพื้นที่ที่ไม่มีที่ให้ถอยอีกต่อไป”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://foreignpolicy.com/2026/02/23/cuba-mexico-trump-sheinbaum-oil-tariffs-rubio/?tpcc=recirc_latest062921