.
อิหร่านโจมตีสนามบิน–ท่าเรือ–โรงแรมในประเทศอ่าวอาหรับ 'กดดันรัฐอ่าว 'บีบทรัมป์' เร่งหาทางออกสงคราม?'
5-3-2026
Asia Times รายงานว่า กลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) กำลังตกอยู่ในสถาการณ์ที่พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด นั่นคือการกลายเป็น "แนวหน้า" และต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ภายหลังจากที่ถูกดึงเข้าสู่สงครามที่หลายฝ่ายทั่วโลกมองว่าเป็น "สงครามรุกราน" โดยสหรัฐฯ ส่งผลให้สมาชิกสภาความร่วมมือแห่งอ่าว (GCC) ทั้ง 6 ประเทศ ถูกอิหร่าน (Iran) โจมตีเพื่อตอบโต้กลับอย่างรุนแรง
รายงานระบุว่า ฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในประเทศบาห์เรน (Bahrain), คูเวต (Kuwait), โอมาน (Oman), กาตาร์ (Qatar), ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ล้วนถูกโจมตี ทว่าขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่านยังพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน รวมถึงสนามบิน ท่าเรือ และโรงแรม นับตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการทางทหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) ต่ออิหร่าน
ขนาดและขอบเขตของการโจมตีในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของอิหร่าน เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลเตหะรานโจมตีเพียงฐานทัพเดียวในกาตาร์และมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ ความพยายามอย่างจงใจของอิหร่านในการขยายขอบเขตความขัดแย้งไปยังประเทศที่ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรของชาติตะวันตก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความพยายามลดความเสี่ยง (De-risking) ในภูมิภาคที่ดำเนินมาหลายปี และกำลังสั่นคลอนโมเดลธุรกิจที่เคยส่งเสริมการเติบโตของรัฐในอ่าวเปอร์เซียในฐานะศูนย์กลางระดับโลก
ในมิติด้านจิตวิทยา การระดมยิงขีปนาวุธนำวิถีกว่า 390 ลูก และโดรนกว่า 830 ลำ ภายในระยะเวลาเพียง 2 วันแรกของความขัดแย้ง ได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ "โอเอซิสแห่งความมั่นคง" ของเมืองสำคัญอย่างดูไบ (Dubai), อาบูดาบี (Abu Dhabi) และโดฮา (Doha) การโจมตีเป้าหมายที่เปราะบาง (Soft Targets) เช่น สนามบินในดูไบและคูเวต รวมถึงโรงแรมหรูในบาห์เรนและดูไบ เป็นการสะท้อนถึงการคำนวณของอิหร่านที่ต้องการให้ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียรับรู้ถึงผลกระทบของสงครามโดยตรง เพื่อกดดันให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เร่งหาข้อยุติ
ความเปราะบางของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียยังขยายไปถึงภาคพลังงานและคมนาคม โดยมีการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ในกาตาร์ และราส ทานูรา (Ras Tanura) ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งส่งผลให้กาตาร์ตัดสินใจส่งเครื่องบินรบยิงสกัดเครื่องบินของอิหร่านตก 2 ลำเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าเหนือกาตาร์ ยูเออี บาห์เรน และคูเวต ยังก่อให้เกิดความระส่ำระสายต่อการเดินทางทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19
อย่างไรก็ตาม แม้ออิหร่านจะตั้งเป้าใช้ผลกระทบทางเศรษฐกิจบีบให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมเจรจา แต่ยุทธศาสตร์นี้อาจส่งผลตรงกันข้าม โดยการโจมตีเมืองหลวงทั่วภูมิภาคอาจเป็นการตัดขาดโอกาสในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศคู่ริพในภูมิภาค และกลับกลายเป็นการผลักดันให้ประเทศเหล่านี้หันเข้าหาอิทธิพลของวอชิงตัน (Washington) มากยิ่งขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงสุดนับตั้งแต่สงครามอ่าวในช่วงปี 1990-1991
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/iran-betting-gulf-pain-will-force-trump-to-seek-a-deal/