.
สี จิ้นผิง เยือนเกาหลีเหนือ ตอกย้ำบทบาท “ผู้ค้ำประกันความมั่นคง” เกาหลีเหนือต้องการจีนเพื่อความอยู่รอด แล้วจีนต้องการอะไรจาก คิม จอง อึน?
9-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China) เดินทางถึงกรุงเปียงยาง (Pyongyang) ในการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของปีเพื่อยกระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ (North Korea) ประเทศติดอาวุธนิวเคลียร์ที่รักสันโดษผู้มีจุดยืนต่อต้านการขยายอิทธิพลทางทหารของสหรัฐฯ (US) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific)
เหมา หนิง (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงว่าภารกิจเยือนเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีของผู้นำจีนชิ้นนี้ คือโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวทันตามยุคสมัย ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกาหลีเหนือเริ่มเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับประเทศรัสเซีย (Russia) ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านทางทิศเหนือ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและเปียงยางหยั่งรากลึกตั้งแต่ยุคสงครามเกาหลี (Korean War) เมื่อกว่า 70 ปีก่อน โดยในทางเทคนิค คาบสมุทรเกาหลียังคงอยู่ในสภาวะสงครามเนื่องจากความขัดแย้งสิ้นสุดลงด้วยเพียงข้อตกลงหยุดยิง (Armistice) ในปี 1953 และปัจจุบันยังมีทหารสหรัฐฯ มากกว่า 28,000 นาย ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ (South Korea)
ในมิติประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์เริ่มต้นขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (World War II) โดยจีนส่งทหารเข้าช่วยเกาหลีเหนือต้านทานกองกำลังเกาหลีใต้ที่หนุนโดยสหรัฐฯ และกองกำลังสหประชาชาติ (UN) ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 ซึ่งทำให้ทหารจีนเสียชีวิตราว 200,000 ถึง 400,000 นาย ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Treaty of Friendship, Cooperation and Mutual Assistance) ในปี 1961 ซึ่งผูกพันให้จีนต้องเข้าแทรกแซงทางทหารทันทีหากเกาหลีเหนือถูกโจมตี อย่างไรก็ตาม จีนได้หันไปพัฒนาสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษ 1980 ตามรายงานปี 2024 ของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือ CFR (Council on Foreign Relations) สถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ นอกเหนือจากนี้ จีนยังคัดค้านความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมาตลอด โดยรายงานปี 2017 ของเซาท์ไชนามอนิงโพสต์ (South China Morning Post) หรือ SCMP ระบุว่า จีนประณามการทดลองนิวเคลียร์ครั้งแรกของเกาหลีเหนือในปี 2006 ว่า "โจ่งแจ้งและไร้ยางอาย" ต่อมาในปี 2009 เมื่อสหประชาชาติ (United Nations) บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร จาง เย่ซุ่ย (Zhang Yesui) เอกอัครราชทูตจีนประจำ UN ในขณะนั้น แถลงว่าปักกิ่งหนุนมติดังกล่าวเพราะเปียงยาง "เพิกเฉยต่อเป้าหมายร่วมของประชาคมโลก" และจีนยังคงประณามการทดลองนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออีกครั้งในปี 2013 และ 2016
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2018 จีนเริ่มซ่อมแซมสัมพันธ์กับเปียงยาง ซึ่งเป็นช่วงที่เกาหลีเหนือเริ่มเปิดสะพานทางการทูตกับรัฐบาลวอชิงตัน (Washington) โดยในเดือนมีนาคม 2018 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เชิญ คิม จอง อึน (Kim Jong Un) เยือนจีน ซึ่งสำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ผู้นำจีนมุ่งมั่นจะรักษาเสถียรภาพและผลักดันการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี (Korean Peninsula) ขณะที่ คิม จอง อึน ยืนยันความพร้อมร่วมมือเช่นกัน หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ ได้พบปะกับ คิม จอง อึน ณ ประเทศสิงคโปร์ (Singapore) เพื่อหารือปมดักกล่าว ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2019 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เยือนเปียงยางเป็นครั้งแรก และอีกสองปีให้หลัง ทั้งสองชาติได้ต่ออายุสนธิสัญญาป้องกันประเทศปี 1961 ออกไปอีก 20 ปี ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คิม จอง อึน ได้นั่งรถไฟหุ้มเกราะสีเขียวประจำตัวเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อร่วมชมพิธีสวนสนามทางทหารครั้งยิ่งใหญ่
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า จีนกำลังเฝ้าระวังความสัมพันธ์ที่เติบโตระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการที่ทหารเกาหลีเหนือเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัสเซียหลังการลงนามสนธิสัญญาป้องกันความมั่นกึ่งร่วมกัน (Mutual defence pact) สืบเนื่องจากสงครามยูเครน (Ukraine) ซึ่งประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ได้เยือนเปียงยางในปี 2024 ในรอบ 24 ปีเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหม โดย อาเลฮันโดร เรเยส (Alejandro Reyes) อาจารย์พิเศษประจำภาควิชาการเมืองและรัฐประศาสนศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง (University of Hong Kong) เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ว่า การยกระดับความสัมพันธ์รัสเซีย-เกาหลีเหนือคือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้ คิม จอง อึน มีพื้นที่การทูตระหว่างประเทศมากขึ้นกว่าทศวรรษก่อน การเยือนของ สี จิ้นผิง ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าแม้รัสเซียจะทวีความสำคัญ ทว่าจีนยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดไม่ได้ของเกาหลีเหนือ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรประเมินความกังวลของปักกิ่งสูงเกินไป เพราะรัสเซียอาจช่วยเพิ่มทางเลือกให้เกาหลีเหนือได้ แต่ไม่สามารถทดแทนความสำคัญทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเมืองของจีนได้ ขณะที่รัสเซียและจีนเองต่างก็มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นหลังเกิดสงครามในยูเครนเช่นกัน
ในมิติทางเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือยังคงพึ่งพาจีนอย่างมหาศาลเนื่องจากเป็นประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวและยากจนที่สุดในโลก รายงานเดือนสิงหาคม 2025 ของธนาคารแห่งประเทศเกาหลี (Bank of Korea) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของเกาหลีใต้ ระบุว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีเหนือในปี 2024 อยู่ที่ 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโตร้อยละ 3.7) สวนทางกับเกาหลีใต้ที่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการต่อเรือโลกด้วยมูลค่า GDP ราว 1.88 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจากการที่เกาหลีเหนือถูกตัดขาดจากการค้าโลกด้วยมาตรการคว่ำบาตรของ UN ทำให้จีนมีสัดส่วนเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 95 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของเกาหลีเหนือ ตามข้อมูลของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยเกาหลีเหนือ (National Committee on North Korea) คลังสมอง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยจีนส่งออกน้ำมันปิโตรเลียม อาหาร สิ่งทอ เครื่องจักร และยานพาหนะ ไปยังเกาหลีเหนือ และนำเข้าสินค้าประเภทขนตาปลอม วิกผม เหล็ก ปลานึ่งแช่แข็ง และอาหารแปรรูป ดันมูลค่าการค้าทวิภาคีแตะระดับ 2.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามสถิติของสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (General Administration of Customs) นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังส่งแรงงานจำนวนมากไปทำงานในภาคประมงและก่อสร้างของจีน ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าแรงงานบางส่วนเผชิญกับการถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกัน จีนได้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งร่วมกับเกาหลีเหนือ โดยเปิดเส้นทางเดินเรือและรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อกันมาตั้งแต่ปี 2015 ตามข้อมูลของ CFR
ดีแลน โลห์ (Dylan Loh) รองศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรนโยบายสาธารณะและกิจการโลกแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University) ในสิงคโปร์ กล่าวกับอัลจาซีราว่า เกาหลีเหนือพึ่งพาจีนเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ (Economic lifeline) และคู่ค้าอันดับหนึ่งมาอย่างยาวนาน ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์นี้ยังช่วยให้เกาหลีเหนือ (DPRK) ได้รับความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศและการปกป้องคุ้มครอง โดยพื้นฐานแล้วจีนจึงทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคง (Security guarantor) ด้าน เรเยส (Reyes) เสริมว่าการรักษาสัมพันธ์กับปักกิ่งเป็นเรื่องความมั่นคงของระบอบปกครองคิมในท้ายที่สุด เพราะแม้รัสเซียจะทวีบทบาทผ่านความร่วมมือทางทหารในสงครามยูเครน แต่รัสเซียไม่สามารถแทนที่จีนในมิติเศรษฐกิจได้ โดยมอสโกสนับสนุนได้เพียงเทคโนโลยีอาวุธ พลังงาน และการทูต แต่ปักกิ่งคือผู้มอบเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ช่องทางภูมิศาสตร์ และเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว รวมถึงการคุ้มครองทางการเมืองในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) และพันธมิตรตามสนธิสัญญาเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยเปียงยางรับมือมาตรการคว่ำบาตรและการทูตในอนาคตได้
ในทางกลับกัน เหตุผลที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ เป็นเพราะความต้องการรักษาเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี โดยรายงานเดือนพฤศจิกายน 2024 ของ CFR ระบุว่า นโยบายของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้ระบอบคิมล่มสลายและหลีกเลี่ยงสงครามในภูมิภาคอันจะบั่นทอนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน ขณะที่รองศาสตราจารย์ โลห์ (Loh) ชี้ว่า เกาหลีเหนือทำหน้าที่เป็นรัฐกันชน (Buffer) ที่สำคัญในการสกัดกั้นทหารสหรัฐฯ ราว 28,500 นายที่ประจำการในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันความมั่นกึ่งร่วมกันระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและกรุงโซล (Seoul) อีกทั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเปียงยางทำให้ปักกิ่งต้องเข้ามาควบคุมเพื่อไม่ให้ผลประโยชน์และความปลอดภัยของพลเมืองจีนตามแนวชายแดนถูกคุกคาม นอกเหนือจากมิติผลประโยชน์แล้ว ทั้งสองชาติยังมีประวัติศาสตร์ร่วมกันจากสงครามเกาหลีและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคต่อพรรคที่แข็งแกร่ง ซึ่ง อลิเซีย การ์เซีย เอร์เรโร (Alicia Garcia Herrero) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของธนาคารเพื่อการลงทุนเนทิกซิส (Natixis) ของฝรั่งเศส สรุปในทิศทางเดียวกันว่า จีนต้องการเกาหลีเหนือในฐานะรัฐกันชนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อกันกองทัพสหรัฐฯ ออกจากชายแดน และป้องกันการล่มสลายที่จะส่งผลให้ผู้อพยพหลายล้านคนทะลักเข้าจีน ซึ่งจะเป็นการยื่นอำนาจในเอเชียให้แก่วอชิงตันมากขึ้น
เอร์เรโร (Herrero) เน้นย้ำว่า การเยือนของ สี จิ้นผิง ในครั้งนี้เป็นเกมการเมืองเชิงอำนาจในทางยุทธวิธี (Tactical power politics) เพื่อ "กลับมาแสดงอำนาจควบคุม" ในช่วงที่เกาหลีเหนือเอนเอียงไปทางรัสเซีย และต้องการทำหน้าที่เป็นผู้คุมประตู (Gatekeeper) สกัดหน้าหากทรัมป์พยายามเปิดดีลกับคิม ทั้งนี้ การที่ผู้นำจีนยอมเดินทางออกนอกประเทศแสดงให้เห็นว่าปักกิ่งกำลังปิดล็อกพื้นที่แนวรบตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และรัสเซีย ขณะที่ เรเยส (Reyes) มองว่า มีสัญญาณบ่งชี้ในเบื้องต้นว่าช่องทางการทูตกำลังได้รับการทดสอบในภูมิภาค โดยกระแสข่าวการเยือนเปียงยางของ วีเวียน บาลากริชนัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ กระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์ว่าผู้เล่นในภูมิภาคกำลังประเมินท่าทีการเปิดรับของเกาหลีเหนืออย่างเงียบๆ เนื่องจากสิงคโปร์มีตำแหน่งที่พิเศษจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดทรัมป์-คิมในปี 2018 และรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งวอชิงตัน ปักกิ่ง และเปียงยางได้ ทว่าไม่ควรประเมินประเด็นนี้สูงเกินไป เนื่องจากสหรัฐฯ มีช่องทางตรงกับเกาหลีเหนืออยู่แล้ว และยังไม่มีหลักฐานว่าเปียงยางต้องการเปิดฉากทางการทูตครั้งใหญ่กับวอชิงตันในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (Israel) กับประเทศอิหร่าน (Iran) อาจเป็นปัจจัยตอกย้ำให้ คิม จอง อึน เลือกที่จะรักษาช่องทางการสื่อสารเอาไว้ แต่พยายามหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตาเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ การเยือนของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จึงมีความหมายมากกว่ามิติทวิภาคีหรือเรื่องของรัสเซีย ทว่าคือการวางตำแหน่งของจีนในสภาพแวดล้อมใหม่ที่เกาหลีเหนือมีความมั่นใจมากขึ้น เชื่อมโยงกับมอสโกมากขึ้น เชื่อมั่นในพลังป้องปรามทางนิวเคลียร์ และกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ในระดับโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/sgm2z4