.
ย้อนรอยความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านยุคทรัมป์ จากยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์สู่สงครามข้อตกลงปี 2026
17-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า จากการถอนตัว JCPOA สู่ข้อตกลงปี 2026: รอยร้าวความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิหร่าน (Iran) เตรียมลงนามข้อตกลงเบื้องต้น ณ นครเจนีวา (Geneva) ในวันศุกร์นี้ เพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (Israel) กับอิหร่าน พร้อมเริ่มต้นการเจรจา 60 วัน และฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) โดยมีประเทศปากีสถาน (Pakistan) เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลักและเป็นเจ้าภาพจัดการลงนาม ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลง ส่งผลให้ไม่แน่ชัดว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในประเด็นสำคัญใดบ้าง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ส่งสัญญาณว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง แต่กลับไม่เอ่ยถึงข้อเรียกร้องเดิม เช่น การปลดอาวุธขีปนาวุธนำวิถี หรือการหยุดสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธตัวแทน (Proxy Groups) ในภูมิภาค
“สิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับผมคือ อิหร่านต้องไม่มีวันครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และพวกเขาต้องประกาศเรื่องนี้อย่างชัดเจน” ทรัมป์ กล่าวในการประชุม G7 ณ ประเทศฝรั่งเศส (France) พร้อมเตือนว่า “นรกจะถล่มอิหร่าน” หากยังคิดครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศตึงเครียดหนักนับตั้งแต่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรกและถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ปี 2015 โดยในช่วงถอนตัวเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2018 คะแนนนิยมของเขาจาก แกลลัป (Gallup) อยู่ที่ร้อยละ 45 ซึ่งใกล้เคียงจุดสูงสุดในขณะนั้น แต่ผลสำรวจของ รอยเตอร์/อิปซอส (Reuters/Ipsos) ในเดือนมิถุนายนปีนี้ระบุว่า คะแนนนิยมของเขาลดลงเหลือเพียงร้อยละ 35 ซึ่งเกือบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ลำดับเหตุการณ์วิกฤตการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน
พฤษภาคม 2018 (ถอนตัว JCPOA): วันที่ 8 พฤษภาคม ทรัมป์ทำตามสัญญาหาเสียงด้วยการนำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ซึ่งร่วมลงนามในปี 2015 โดย สหภาพยุโรป (EU), ประเทศจีน (China), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศเยอรมนี (Germany), ประเทศรัสเซีย (Russia) และสหราชอาณาจักร (UK)
สาระสำคัญเดิม: ข้อตกลงยุค บารัก โอบา (Barack Obama) กำหนดให้อิหร่านจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ณ โรงงานฟอร์โดว์ (Fordow) ที่ร้อยละ 3.67 (ระดับพลังงาน ไม่ใช่ระดับอาวุธ) และห้ามเก็บวัสดุนิวเคลียร์ แต่ให้แปลงโรงงานเป็นศูนย์วิจัยฟิสิกส์และเทคโนโลยี แลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
ท่าทีหลังถอนตัว: ทรัมป์โจมตีว่า JCPOA เป็น “ข้อตกลงที่บกพร่องตั้งแต่แกนหลัก” แต่อิหร่านยืนยันไม่ยอมรับและหันไปเจรจากับภาคีอื่น ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) ยื่นข้อเรียกร้อง 12 ข้อ บังคับให้อิหร่านเลิกโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมดและถอนกำลังจากสงครามซีเรีย (Syrian war) แต่อิหร่านปฏิเสธ
สิงหาคม 2018 (คว่ำบาตรรอบแรก): สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรอบแรก โดยแบนการค้าภาคอุตสาหกรรมการบิน พรม ถั่วพิสตาชิโอ และทองคำ
พฤศจิกายน 2018 (ยกระดับคว่ำบาตร): สหรัฐฯ คว่ำบาตรรอบสอง มุ่งเป้าตัดรายได้หลักในภาคพลังงานน้ำมันและระบบการธนาคารของอิหร่าน
เมษายน 2019 (แบล็กลิสต์ IRGC): วันที่ 8 เมษายน ทรัมป์ขึ้นบัญชีกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศ (FTO) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ ตราหน้ากองทัพทางการของประเทศอื่นเป็นผู้ก่อการร้าย ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศให้กองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเป็น "กลุ่มก่อการร้าย" และเรียกสหรัฐฯ เป็น "รัฐสนับสนุนการก่อการร้าย" (ปัจจุบันสหรัฐฯ มีฐานทัพ 19 แห่ง และกำลังพล 40,000 ถึง 50,000 นายในภูมิภาค)
พฤษภาคม 2019 (อิหร่านถอนตัว JCPOA): วันที่ 5 พฤษภาคม จอห์น โบลตัน (John Bolton) ประกาศส่งกองเรือรบและฝูงบินทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (US Air Force) ไปยังตะวันออกกลาง อีกสามวันต่อมาอิหร่านประกาศถอนตัวจาก JCPOA พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและน้ำหนักตัวเร่งปฏิกิริยา (Heavy Water) เกินโควตา จนนำไปสู่การปะทะในภูมิภาค
ในเดือนธันวาคม 2019 เกิดเหตุจรวดถล่มฐานทัพอิรัก (Iraq) ปลิดชีพผู้รับเหมาอเมริกันและทหารบาดเจ็บหลายนาย สหรัฐฯ กล่าวโทษกลุ่ม คาตาอิบ เฮซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) ที่อิหร่านหนุนหลัง และส่งกองทัพโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มนี้ทั้งในอิรักและประเทศซีเรีย (Syria) เป็นการตอบโต้
มกราคม 2020 (สังหารกัสเซ็ม โซเลมานี): วันที่ 3 มกราคม สหรัฐฯ ส่งโดรนลอบสังหาร พลเอก กัสเซ็ม โซเลมานี (Qassem Soleimani) ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ของ IRGC ณ กรุงแบกแดด (Baghdad) โดยทำเนียบขาวและทรัมป์อ้างว่าทำเพื่อระงับแผนการวางระเบิดสถานทูตสหรัฐฯ และยับยั้งการโจมตีนักการทูตอเมริกัน
การตอบโต้เชิงรุก: ในเดือนมีนาคม 2020 ทหารกองกำลังผสม 3 นายเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยจรวด ณ ฐานทัพทาจี (Taji) นำไปสู่การคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน อิหร่านออกหมายจับทรัมป์และพวกพ้อง
ขณะเดียวกัน อิหร่านยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพในอิรัก ส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ กว่า 100 นายบาดเจ็บทางสมอง (Traumatic Brain Injuries) อีกทั้งกองกำลัง IRGC ยังยิงเครื่องบินโดยสารยูเครนตกคร่าชีวิตคนบนเครื่อง 176 ราย เนื่องจากสับสนคิดว่าเป็นขีปนาวุธร่อน (Cruise Missile) ของสหรัฐฯ
ปี 2021 (โจ ไบเดน ฟื้นช่องทางทูต): รัฐบาลของ โจ ไบเดน (Joe Biden) เปิดเจรจาทางอ้อมกับอิหร่าน ณ กรุงเวียนนา (Vienna) ประเทศออสเตรีย (Austria) เพื่อรื้อฟื้นข้อตกลงนิวเคลียร์แต่ล้มเหลว ประกอบกับเกิดเหตุระเบิดลึกลับทำลายโรงงานหมุนเหวี่ยงสาร (Centrifuge) ที่โรงงานนาทันซ์ (Natanz) ในปี 2020 และ 2021 ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของประเทศอิสราเอล (Israel) ส่งผลให้อิหร่านยกระดับเพิ่มการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสูงถึงร้อยละ 60
กุมภาพันธ์ 2025 (ทรัมป์กลับมาใช้มาตรการกดดันสูงสุด): ทรัมป์เริ่มตำแหน่งสมัยสอง ลงนามบันทึกความมั่นคง "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) เพื่อสกัดกั้นนิวเคลียร์อิหร่าน แต่ยังคงมองหาช่องทางการทูตมากกว่ากำลังทหาร
พฤษภาคม 2025 (หวิดดีลนิวเคลียร์สำเร็จ-วิกฤตฮูติตัดหน้า): ทรัมป์เยือนอ่าวอาหรับ เผยว่าใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน ("ทางเลือกที่ดี vs ทางเลือกที่รุนแรง") แต่ผ่านไปสองวัน ทรัมป์โพสต์โจมตีกลุ่มฮูที (Houthi) ในเยเมน (Yemen) ว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านในการโจมตีอิสราเอลและเรือสินค้าในทะเลแดงเนื่องจากสงครามกาซา (Gaza) อย่างไรก็ดี ในวันที่ 28 พฤษภาคม ทรัมป์สั่ง เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ชะลอแผนโจมตีอิหร่านเพราะใกล้ได้ข้อตกลงทางการทูต
มิถุนายน 2025 (สงคราม 12 วัน): วันที่ 13 มิถุนายน อิสราเอลเปิดฉากถล่มโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพอิหร่าน ต่อมาในวันที่ 22 มิถุนายน สหรัฐฯ เข้าร่วมโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่ง ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศกาตาร์ (Qatar) เสียหายเล็กน้อย จนทรัมป์ประกาศหยุดยิงในวันต่อมา
ธันวาคม 2025 (ค่าเงินเรียลวิกฤต): เงินเรียลอิหร่าน (Iranian Rial) ดิ่งแตะ 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและเกิดการประท้วงใหญ่ ในเดือนมกราคม 2026 ทรัมป์ประกาศระงับประชุมกับอิหร่านและสัญญาจะส่งความช่วยเหลือไปให้ประชาชน
กุมภาพันธ์ 2026 (สงครามเต็มรูปแบบปะทุ): วันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมโจมตีทางอากาศถล่มกรุงเตหะราน ปลิดชีพผู้นำสูงสุด อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ทันที ส่งผลให้สงครามระดับภูมิภาคเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/p9gg2u