.
บทเรียนจากอิหร่านถึงเกาหลีเหนือ คิม จองอึน เร่งสะสมคลังแสง หวังสกัดปฏิบัติการ "สังหารผู้นำ" ด้วยคำขู่สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก
6-3-2026
SCMP รายงานว่า เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่ "หลักประกันความมั่นคง" ที่ทรงพลังที่สุดของเกาหลีเหนือ (North Korea) คือการข่มขู่ต่อกรุงโซล (Seoul) เพื่อเป็นหลักประกันว่าการดำเนินการใดๆ ของสหรัฐฯ ต่อระบอบการปกครองของ คิม จองอึน (Kim Jong-un) จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่เกาหลีใต้ (South Korea) ไม่อาจยอมรับได้ และล่าสุด พิมพ์เขียวฉบับใหม่จากเพนตากอน (Pentagon) อาจเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดนี้
ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับใหม่ (National Defence Strategy) ที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เรียกร้องให้กรุงโซลรับผิดชอบ "เป็นหลัก" ในการป้องปรามเกาหลีเหนือ โดยมีสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนที่ "สำคัญแต่จำกัดลง" ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่ยาวนานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ต้องการให้พันธมิตรแบกรับภาระด้านการป้องกันประเทศด้วยตนเองมากขึ้น
ยุทธศาสตร์จับตัวประกันเพื่อความอยู่รอด
โอ คยองซอบ (Oh Gyeong-seob) นักวิเคราะห์การเมืองจากสถาบันเพื่อการรวมชาติแห่งเกาหลี (Korea Institute for National Unification) ระบุว่า "เกาหลีเหนือจะจับเกาหลีใต้เป็นตัวประกัน เพื่อขจัดความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีเพื่อกำจัดผู้นำ เหมือนที่เคยทำในอิหร่าน (Iran) และเวเนซุเอลา (Venezuela)"
หากโซลกลายเป็นด่านหน้าหลักในการป้องกันตนเอง โซลก็จะกลายเป็นเป้าหมายหลักในการตอบโต้เช่นกัน ซึ่งความไม่สมมาตรนี้เป็นหัวใจสำคัญของตรรกะการป้องปรามของเปียงยาง โดยปัจจุบันเกาหลีเหนือได้ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากที่สามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น (Japan) ได้แล้ว ขณะที่ยังคงพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เพื่อข่มขู่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อสกัดกั้นการแทรกแซงโดยตรง
บทเรียนจาก "ปฏิบัติการเอปิก ฟิวรี" (Operation Epic Fury)
แม้เกาหลีเหนือจะมีความมั่นใจในยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ แต่ปฏิบัติการสังหารกลุ่มผู้นำอิหร่านภายใต้รหัส "Operation Epic Fury" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและข้อมูลข่าวสารที่เหนือชั้น ได้สร้างความกังวลอย่างลึกซึ้งให้แก่ คิม จองอึน
อิม อึลชอล (Lim Eul-chul) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า "การอารักขาความปลอดภัยส่วนตัวของคิมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการยกระดับการสอดแนมและการควบคุมภายในเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้" โดยคาดว่าเปียงยางจะตอบโต้ความเปราะบางนี้ด้วยการขยายคลังแสงนิวเคลียร์ให้มากขึ้น เพื่อเน้นย้ำว่าการโจมตีใดๆ ต่อเกาหลีเหนืออาจนำไปสู่ "สงครามนิวเคลียร์ระดับโลก" ซึ่งแตกต่างจากกรณีของอิหร่านหรือเวเนซุเอลา
ความแข็งแกร่งต้องตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่ง
ในการประชุมพรรคแรงงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คิม จองอึน ได้แสดงจุดยืนที่คลุมเครือแต่ชัดเจนในหลักการว่า เปียงยางพร้อมสำหรับทั้ง "การอยู่ร่วมกันอย่างสันติหรือการเผชิญหน้าชั่วกัลปาวสาน" โดยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของวอชิงตัน ตราบใดที่สหรัฐฯ ยอมรับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์
ราเชล มินยอง ลี (Rachel Minyoung Lee) จาก Stimson Centre ตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขในการเจรจาของคิมดูจะแข็งกร้าวขึ้น โดยยึดถือความเชื่อที่ว่า "ความแข็งแกร่งต้องได้รับความเคารพด้วยความแข็งแกร่ง และการติดอาวุธนิวเคลียร์เป็นเพียงวิธีการเดียวที่สามารถยุติความทะเยอทะยานในการรุกรานของลัทธิจักรวรรดินิยมได้"
ความท้าทายบนเส้นทางการเจรจา
ชเว ยงฮวาน (Choi Yong-hwan) จากสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในเกาหลีใต้ ให้ความเห็นว่า การที่อิหร่านถูกโจมตีในระหว่างที่ยังมีการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของเกาหลีเหนือ ทำให้เปียงยางปักใจเชื่อว่าการสละอำนาจต่อรอง (อาวุธนิวเคลียร์) คือความผิดพลาดที่นำไปสู่ความตาย อย่างไรก็ตาม ท่าที "ป่วนก็ตาย" (Mess around and you die) ของทรัมป์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เกาหลีเหนือไม่อาจปฏิเสธการเจรจาได้ตลอดไปเช่นกัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3345386/north-koreas-hostage-strategy-packs-more-bite-post-iran-us-shake?module=top_story&pgtype=section