"สี จิ้นผิง" เบนเข็มยุทธศาสตร์ใหม่ ดัน “การบริโภค”
"สี จิ้นผิง" เบนเข็มยุทธศาสตร์ใหม่ ดัน “การบริโภค” นำเศรษฐกิจจีน หวังแก้ปัญหาความไม่สมดุลและแรงกดดันโลก
6-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เป็นเวลานับ 10 ปี ที่ผู้นำจีนไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำเรียกร้องให้ปรับสมดุลเศรษฐกิจไปสู่การบริโภค โดยยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตที่เน้นการลงทุนหนักและการส่งออกเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการวางแผนการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะช่วยปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนกับโลก โดยในเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะเปิดตัวแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ซึ่งรวมถึงเป้าหมายในการกระตุ้นการบริโภคให้ "เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ" ภายในปี 2030 ซึ่งถือเป็นถ้อยแถลงที่มีความเร่งด่วนมากกว่าการเรียกร้องเรื่องการใช้จ่ายในประเทศครั้งก่อนๆ ของพรรคคอมมิวนิสต์
ด้วยปัญหาภาวะการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) ที่ฉุดราคาสินค้าลง วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่บั่นทอนความมั่งคั่ง และนโยบายปกป้องทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขยายตัวไปทั่วโลก ทำให้โมเดลการเติบโตแบบเก่าเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวในระยะต่อไป สี จิ้นผิง ต้องโน้มน้าวให้คนในชาติที่รักการออมหันมาใช้จ่ายมากขึ้นในด้านการดูแลสุขภาพ การท่องเที่ยว และบริการอื่นๆ ในขณะที่ชนชั้นกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคน
ปัจจุบันสัดส่วนการบริโภคของจีนติดอยู่ที่ประมาณ 41% ของจีดีพี โดย Bloomberg Economics คาดการณ์ว่าการบริโภคจะเติบโตขึ้นเป็น 46% ของเศรษฐกิจภายในปี 2030 ซึ่ง Eric Zhu และ Chang Shu นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าการบริโภคที่แข็งแกร่งขึ้นไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่สำหรับจีน แต่จะช่วยให้โลกเข้าถึงศักยภาพของตลาดขนาดใหญ่ได้อย่างเต็มที่
กุญแจสำคัญ: การใช้จ่ายภาคบริการ
การฟื้นตัวที่ยั่งยืนของความเชื่อมั่นผู้บริโภคต้องการนโยบายที่กล้าหาญและการบังคับใช้ที่สอดประสานกัน ซึ่งควรรวมถึงมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น เงินอุดหนุนการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ความพยายามในการเพิ่มอัตราการเกิด และมาตรการต่อต้านภาวะการแข่งขันที่รุนแรงเกินไป (Anti-involution) เพื่อกระตุ้นอุปสงค์และแก้ปัญหาเงินฝืด
โรบิน ซิง (Robin Xing) นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าคณะด้านจีนของ Morgan Stanley ระบุว่าเศรษฐกิจจีนที่สมดุลมากขึ้นจะสร้างผลกระทบเชิงบวกไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านภาคบริการ เนื่องจากการเติบโตของการบริโภคในครัวเรือนมีแนวโน้มจะขับเคลื่อนโดยบริการต่างๆ เช่น การศึกษาและการรักษาพยาบาล มากกว่าการซื้อสินค้า
อย่างไรก็ตาม ภาคการดูแลสุขภาพและการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากปักกิ่งต้องการหลีกเลี่ยงภาวะค่าใช้จ่ายพุ่งสูงจนตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ที่ผ่านมาความพยายามมักมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายในบริการฟุ่มเฟือย เช่น การท่องเที่ยว กีฬา ลีกฟุตบอลท้องถิ่น และอาหารสตรีทฟู้ด ซึ่งแม้จะมีความสำเร็จให้เห็นบ้าง เช่น ยอดใช้จ่ายเป็นประวัติการณ์ในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา แต่สัญญาณการฟื้นตัวที่มีความหมายยังคงมีน้อย
เหตุผลเชิงโครงสร้างของการออม
มีเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้การใช้จ่ายต่ำกว่าปกติ โดยเฉพาะตาข่ายรองรับทางสังคม (Social safety net) ของจีนที่ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งส่งผลให้เกิดการ "ออมเพื่อป้องกันความเสี่ยง" (Precautionary savings) การใช้จ่ายทางสังคมของรัฐบาลจีน ซึ่งรวมถึงเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย คิดเป็นเพียง 13.5% ของจีดีพีในปี 2024 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ที่ 21.2%
นอกจากนี้ ตลาดงานที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งทางการค้าและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยาวนานหลายปี ยิ่งทำให้ครัวเรือนหันไปออมเงินแทนการใช้จ่าย โดยเงินฝากในครัวเรือนเกิน 165 ล้านล้านหยวน (24 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นปี 2025 และมากกว่า 31% ของรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง (Disposable income) ถูกนำไปออม ซึ่งสูงกว่าประเทศเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ มาก
ความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์: "นิสัยเดิมที่แก้ยาก"
หลู่ เฟิง (Lu Feng) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่านโยบายที่สำคัญของประเทศมักมุ่งเน้นที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออก เพราะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและความมั่นคง ซึ่งปัจจุบันจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในเกือบ 60% ของประเภทสินค้าทั้งหมด และคิดเป็นกว่า 20% ของกระแสการส่งออกโลก
ผู้นำจีนมักมองว่าการบริโภคเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตด้วยตัวเอง ดังนั้นแม้จะมีการวางแผนเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่จีนยังคงตั้งเป้าที่จะรักษาภาคการผลิตให้อยู่ในระดับที่ "เหมาะสม" ในแผน 5 ปีฉบับใหม่
โรบิน ซิง เสริมว่าภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคงกลายเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกมากกว่าการเติบโต ซึ่งตอกย้ำมุมมองที่ว่าการผลิตคือรากฐานของความแข็งแกร่งของชาติ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมต้องมีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้
โอกาสในอุตสาหกรรมผู้สูงวัย
ด้วยจีดีพีต่อหัวที่เกิน 13,000 ดอลลาร์ และกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในทศวรรษ (10 ปี) หน้า ประกอบกับอัตราการเกิดที่ต่ำและสังคมสูงวัย โอกาสที่ใหญ่ที่สุดในภาคบริการอาจอยู่ที่อุตสาหกรรมดูแลผู้สูงอายุ โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่มีภาวะทุพพลภาพและสมองเสื่อมกว่า 45 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนเตียงในสถานดูแลผู้สูงอายุที่มีอยู่เกือบ 14 เท่า
การเปิดกว้างในภาคสุขภาพเริ่มเห็นความคืบหน้า เช่น การเปิดตัวโรงพยาบาลทั่วไปที่ต่างชาติเป็นเจ้าของ 100% แห่งแรกในเทียนจินโดย Perennial Holdings จากสิงคโปร์ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเริ่มให้เงินอุดหนุนสำหรับการซื้อบริการดูแลผู้สูงอายุทุพพลภาพและเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายใหม่ที่ชื่อว่า "การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์" (Investing in People) อันเป็นความพยายามเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในสินค้าทุนเพียงอย่างเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-02/xi-eyes-consumers-to-lead-new-era-for-china-s-unbalanced-economy