.
เมื่อ ‘ทรัมป์’ ต้องง้อยุโรป! เดิมพันขอใช้น่านฟ้าและฐานทัพ ในสงครามอิหร่าน
7-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เมื่อ “ทรัมป์” เผชิญความจริงที่ต้องพึ่งพายุโรป ในสมรภูมิอิหร่านและภูมิรัฐศาสตร์พันธมิตร เป็นเวลาหลายปีที่ยุโรปต้องอดทนต่อคำวิจารณ์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ตราหน้าว่าพวกเขาเป็นทวีปที่ชะล่าใจและคอยแต่จะหลบอยู่ภายใต้ร่มเงาความมั่นคงของอเมริกา แต่ในขณะนี้ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ปีที่สองของวาระที่สองและเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านแบบไม่กำหนดขอบเวลา บรรดาผู้นำยุโรปกลับพบว่าตนเองถือครองสิ่งที่ทรัมป์ยังคงต้องการอย่างยิ่ง นั่นคือ ฐานทัพ น่านฟ้า และตำแหน่งยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์
การเผชิญหน้าและอำนาจต่อรองที่เปลี่ยนไป
ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ได้กล่าวเยาะเย้ยนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) แห่งสหราชอาณาจักร (UK) ว่า “ไม่ใช่ วินสตัน เชอร์ชิลล์” และขู่จะตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน (Spain) หลังจากทั้งสองประเทศสั่งจำกัดการใช้พื้นที่เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ผู้นำทั้งสองยังคงยืนหยัดในจุดยืนเดิม สะท้อนให้เห็นว่าทรัมป์ไม่สามารถบังคับให้พันธมิตรโอนอ่อนผ่อนตามได้โดยอัตโนมัติเหมือนในอดีต
ความหงุดหงิดของทรัมป์สะท้อนถึงความจริงพื้นฐานที่ว่า แม้ยุโรปจะยังพึ่งพาสหรัฐฯ ผ่านสถาบันอย่าง นาโต (NATO) แต่ยุโรปยังคงมีอำนาจต่อรอง (Leverage) สหรัฐฯ จะสามารถแผ่อิทธิพลไปยังตะวันออกกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดก็ต่อเมื่อสามารถพึ่งพาภูมิศาสตร์ของพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ส่งกำลังบำรุงในเยอรมนี ฐานทัพอากาศในอังกฤษ ฐานทัพเรือในสเปน และสิทธิการบินผ่านน่านฟ้าที่ช่วยให้การเคลื่อนกำลังพลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
เอียน เลสเซอร์ (Ian Lesser) ผู้เชี่ยวชาญจาก German Marshall Fund of the United States ชี้ว่า “นี่คือสัญญาณของการเสื่อมถอยของความเชื่อใจ สหรัฐฯ กำลังชดใช้ราคาของการไม่แสดงความสามัคคีกับพันธมิตร และตอนนี้เขากลายเป็นผู้รับผลประโยชน์ที่ไม่แน่นอนจากการสนับสนุนของพวกเขา สหรัฐฯ ต้องการพันธมิตรที่เข้มแข็ง เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ต้องพึ่งพาพวกเขา และสหรัฐฯ เองก็ไม่รู้ว่าความขัดแย้งนี้จะมุ่งหน้าไปสู่จุดใด”
ฐานทัพในยุโรป: หัวใจหลักของการส่งกำลังบำรุง
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 การมีอยู่ของฐานทัพเหล่านี้ช่วยให้วอชิงตันแผ่อิทธิพลเข้าสู่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือมาโดยตลอด เช่น การใช้ฐานทัพ Ramstein ในเยอรมนี และ Diego Garcia ของอังกฤษในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน
ทรัมป์จึงพยายามกดดันผู้นำยุโรปอย่างหนัก เนื่องจากสหราชอาณาจักรควบคุมฐานทัพอย่าง RAF Fairford และสเปนเป็นที่ตั้งของฐานทัพสำคัญที่ Rota และ Morón ซึ่งในปฏิบัติการที่ยืดเยื้อ สถานที่เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าสหรัฐฯ จะเคลื่อนย้ายเครื่องบิน เชื้อเพลิง และยุทโธปกรณ์เข้าสู่สมรภูมิได้เร็วเพียงใด
อย่างไรก็ตาม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พยายามคลายความตึงเครียดในการแถลงข่าว โดยระบุว่าความเห็นต่างเบื้องต้นได้รับคลี่คลายแล้ว และกองกำลังสหรัฐฯ ในฐานทัพของพันธมิตรจะมีบทบาทมากขึ้น “เป็นเรื่องน่าเสียดายที่อังกฤษไม่ได้ตอบตกลงตั้งแต่วันแรก แต่สุดท้ายเราก็บรรลุข้อตกลงได้ พลังทำลายล้างเหนือกรุงเตหะรานกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนั่นเป็นเพราะเราจะมีฐานปฏิบัติการที่มากขึ้น”
กำแพงกฎหมายและจุดยืนของผู้นำยุโรป
ความขัดแย้งในรอบนี้แตกต่างจากอดีต แม้แต่ในช่วงสงครามอิรักปี 2003 ที่ยุโรปแตกแยกกันอย่างหนัก แต่วอชิงตันยังใช้เวลาหลายเดือนในการล็อบบี้พันธมิตร แต่สำหรับทรัมป์ เขาเปิดฉากสงครามโดยแทบไม่มีการปรึกษาหารือล่วงหน้า ทำให้เกิดคำถามเรื่องความชอบธรรมทางกฎหมายสากล
สหราชอาณาจักร: นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ย้ำว่า การดำเนินการใดๆ ต้องมี “พื้นฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนและแผนการที่รอบด้าน” ขณะที่ เรเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีคลังอังกฤษ ยืนยันว่าอังกฤษจะไม่ส่งกองทัพเข้าร่วมเพียงเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้า
ฝรั่งเศส: ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ระบุว่าไม่สามารถอนุมัติการโจมตีที่อยู่นอกเหนือกฎหมายสากล
สเปน: นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ปฏิเสธที่จะยอมอ่อนข้อต่อคำขู่ทางการค้า และเปรียบเทียบสถานการณ์กับสงครามอิรักว่า “คุณไม่อาจตอบโต้ความผิดกฎหมายหนึ่งด้วยอีกความผิดกฎหมายหนึ่ง เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ”
สงครามที่เลี่ยงไม่ได้และความเชื่อมั่นที่สึกกร่อน
แม้จะมีความพยายามวางตัวเป็นกลาง แต่ยุโรปก็ถูกดึงเข้าสู่สงครามโดยปริยาย หลังฐานทัพอังกฤษในไซปรัสถูกโจมตีด้วยโดรน ทำให้ฝรั่งเศส อังกฤษ และกรีซต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสมาชิกสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่หน่วยยิงขีปนาวุธของสเปนในตุรกีมีส่วนเกี่ยวข้องในการสกัดขีปนาวุธ และการที่ โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskiy) แห่งยูเครนเสนอความเชี่ยวชาญในการรับมือโดรนอิหร่าน
ชาร์ลส์ แกรนท์ (Charles Grant) ผู้อำนวยการ Centre for European Reform สรุปว่ากรณี “กรีนแลนด์” และคำขู่ขึ้นภาษีในอดีต ทำให้ยุโรปตระหนักว่าไม่อาจพึ่งพาสหรัฐฯ ให้ตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผลในเรื่องความมั่นคงได้เสมอไป
ภาพที่น่าสนใจคือการวางตัวของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) แห่งเยอรมนี ที่เลือกจะนิ่งเฉยในขณะที่ทรัมป์ขู่สเปนต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งเมิร์ซยอมรับในภายหลังว่าเป็นดุลยพินิจเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย สะท้อนถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของยุโรปที่ต้องการรักษาสันติภาพ แต่ก็ยังไม่อาจตัดขาดความพึ่งพาทางทหารจากสหรัฐฯ ได้โดยสิ้นเชิง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-05/trump-finds-he-needs-europe-now-that-he-s-waging-war-in-iran