.
สหรัฐฯ–อิสราเอลหลัง 7 วันโจมตีอิหร่าน เริ่มเผชิญความเสียหายด้านทหาร เศรษฐกิจ และการใช้ยุทโธปกรณ์จำนวนมาก
7-3-2026
ครบ 7 วัน สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดศึกอิหร่าน: ต้นทุนสงครามเริ่มตามทวงหนี้
ครบหนึ่งสัปดาห์หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ตัวเลขจากสื่อต่างประเทศชี้ชัดว่าผู้เปิดสงครามเองก็ต้องจ่ายราคาหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งทหารที่เสียชีวิต งบประมาณมหาศาล เศรษฐกิจที่ชะงักงัน และข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ที่เริ่มโผล่ให้เห็น แม้ความเสียหายจะยังห่างจากฝั่งอิหร่านซึ่งมีผู้เสียชีวิตนับพันรายก็ตาม
1) สหรัฐฯ เสียอะไรใน 7 วันแรก
ทหารเสียชีวิต 6 นาย บาดเจ็บ 18 นาย จากการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านใส่ฐานสหรัฐฯ ในคูเวตและตะวันออกกลาง.
ฐานทัพในคาบสมุทรอาหรับบางแห่งได้รับความเสียหายต่อเรดาร์และสิ่งปลูกสร้าง เพนตากอนต้องเสริมระบบป้องกัน แม้ไม่เปิดมูลค่าความเสียหาย.
ต้นทุนสงครามใน 4 วันแรกถูกประเมินราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13 ดอลลาร์ต่อผู้เสียภาษี 1 คน จากการโจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,200 จุดทั่วอิหร่าน.
หนังสือพิมพ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ชี้ว่ากองทัพใช้เงิน “วันละหลายร้อยล้านดอลลาร์” พร้อมเตือนว่าราคาน้ำมันและตลาดหุ้นเริ่มผันผวนจากความเสี่ยงสงคราม.
โพลระดับชาติพบว่ามีเพียงราว 25–27% ของชาวอเมริกันที่สนับสนุนการโจมตีอิหร่าน ขณะที่ 43–45% คัดค้านหรือกังวลว่าราคาน้ำมัน–น้ำมันเบนซินจะพุ่ง.
2) อิสราเอล: ไม่ใช่แค่จรวดตก แต่เศรษฐกิจกลายเป็น “แนวรบที่สอง”
ผู้เสียชีวิตในอิสราเอล 10–11 ราย บาดเจ็บหลักร้อย จากขีปนาวุธและโดรนอิหร่านในเมืองเบตเชเมชและรอบเทลอาวีฟ.
บ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 40 หลัง โรงกลั่นน้ำมันไฮฟาและโรงพยาบาลบางแห่งได้รับผลกระทบโดยตรงหรือจากแรงระเบิด.
กระทรวงการคลังอิสราเอลเตือนว่า สงครามอาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายราว 9.4 พันล้านเชเกลต่อสัปดาห์ (ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หากสถานะเตือนภัย “สีแดง” ยังเดินหน้าต่อ.
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจชี้ว่ามาตรการปิดโรงเรียน จำกัดการเดินทาง และระดมกำลังสำรองทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมากถูก “แช่แข็ง” ทั้งที่เศรษฐกิจเพิ่งกลับมาโต 3.1% ในปี 2025 และถูกคาดว่าจะเกิน 5% ในปี 2026.
นักวิเคราะห์ตลาดเตือนว่าถ้าสงครามยืดเยื้อ ความเสี่ยงของอิสราเอลในตลาดพันธบัตร ค่าเงิน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีจะสูงขึ้น โดยโยงกับความไม่แน่นอนของรัฐบาลเนทันยาฮู.
3) มิติ “จรวดสกัด”: สงครามที่อาจวัดกันว่าใครหมดก่อน
สหรัฐฯ ใช้ THAAD ไปแล้วราว 100–150 ลูกในสงครามรอบก่อน (ประมาณ 1 ใน 4 ของสต็อกทั้งหมด) และในรอบนี้ต้องใช้ Patriot และ THAAD อย่างหนักในการป้องกันฐานทัพและพันธมิตรในอ่าว.
Patriot 1 ลูกมีราคาประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ และมักต้องยิง 2–3 ลูกต่อการสกัดขีปนาวุธ 1 ลูก ทำให้สต็อก interceptor กลายเป็นทรัพยากรที่เติมได้ช้ากว่าจังหวะการใช้ในสนามรบ.
Bloomberg, The Economist และ BBC ชี้ว่า สหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐอ่าวมีสต็อก interceptor “ไม่ลึก” อยู่แล้วจากการสู้รบในช่วงไม่กี่ปี หากอิหร่านยิงขีปนาวุธ–โดรนระดับปานกลางแต่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์ สต็อกสกัดของฝ่ายพันธมิตรอาจเริ่มตึงตัวและบีบให้ต้องเลือกว่าจะปกป้องอะไรเป็นลำดับแรก.
อิสราเอลต้องใช้ Iron Dome, David’s Sling, Arrow อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำแบตเตอรี่ THAAD ของสหรัฐฯ เข้ามาตั้งในประเทศ สะท้อนว่า “แม็กกาซีน” จรวดสกัดภายในไม่ได้ลึกพอสำหรับสงครามยิงถล่มยืดเยื้อด้วยตัวเอง.
The Guardian สรุปว่า “สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้อาจลงเอยด้วยคำถามว่า ฝ่ายใดจะหมดขีปนาวุธหรือจรวดสกัดก่อน” เพราะอิหร่านสะสมจรวดและโดรนต้นทุนต่ำ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ–อิสราเอลต้องพึ่งอาวุธสกัดราคาแพงที่ผลิตได้จำกัด
ครบหนึ่งสัปดาห์หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน สื่อต่างประเทศจำนวนมากเริ่มหันมาจับตา “ราคาที่ผู้เปิดสงครามต้องจ่าย” ไม่ใช่แค่จำนวนเป้าหมายที่ถูกถล่มในเตหะรานเท่านั้น แต่รวมถึงทหารที่เสียชีวิต ฐานทัพที่ถูกโจมตี งบประมาณที่พุ่งสูง เศรษฐกิจที่เริ่มแช่แข็ง และแรงเสียดทานในสังคมของทั้งสองประเทศที่ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นในวันที่ 7 ของสงคราม.
จากการรวบรวมตัวเลขของ Reuters และ Al Jazeera ฝั่งผู้โจมตีอย่างสหรัฐฯ–อิสราเอลมีผู้เสียชีวิตรวมกันราว 16–17 ราย (ทหารสหรัฐฯ 6 นาย พลเรือนอิสราเอลราว 10–11 ราย) ขณะที่ฝั่งอิหร่านเพียงฝ่ายเดียวมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,200–1,300 ราย รวมเด็กหญิงราว 170–180 คนจากเหตุโจมตีโรงเรียนในเมืองมินาบ และเลบานอนซึ่งถูกอิสราเอลโจมตีมีเหยื่อเพิ่มอีกประมาณ 70–80 ราย. ช่องว่างของความสูญเสียนี้กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามทั้งในเวทีสากลและในสังคมของผู้เปิดสงครามเองว่า “ต้นทุนที่จ่ายไป” คุ้มกับเป้าหมายที่ประกาศหรือไม่.
1. สหรัฐฯ: กองทัพเสียเลือด งบประมาณทะลุพันล้าน – ฐานสังคมไม่หนุนสงครามยืดเยื้อ
ในสนามรบ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันกับสื่ออเมริกันว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 6 นาย บาดเจ็บอย่างน้อย 18 นาย จากการโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและตะวันออกกลาง โดย CNN และ CBS รายงานรายละเอียดการโจมตีฐาน Camp Arifjan ในคูเวตว่าเป็นหนึ่งในเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด. New York Times ระบุว่าการเสียชีวิตของทหารชุดแรกนี้ทำให้ “เดิมพันทางการเมืองของทรัมป์สูงขึ้นทันที” เพราะการส่งทหารเข้าสงครามตะวันออกกลางยังเป็นบาดแผลสดในสังคมสหรัฐฯ หลังอิรัก–อัฟกานิสถาน.
ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร เพนตากอนไม่เปิดเผยมูลค่าความเสียหาย แต่ CBS และสำนักข่าวอื่นรายงานตรงกันว่าฐานสหรัฐฯ ในคาบสมุทรอาหรับบางแห่งได้รับความเสียหายต่อระบบเรดาร์และสิ่งปลูกสร้าง จนต้องเสริมกำลังและอาวุธป้องกันเพิ่มเติม. นั่นหมายความว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียง “ฝ่ายรุกบนฟ้า” แต่กลายเป็น “ฝ่ายตั้งรับบนพื้นดิน” ในหลายจุดพร้อมกันในเวลาไม่ถึงสัปดาห์.
เรื่องเงินยิ่งชัดเจนกว่า เว็บไซต์ WarCosts ซึ่งติดตามต้นทุนสงครามของสหรัฐฯ ประเมินว่า ในช่วง 4 วันแรกของปฏิบัติการถล่มอิหร่าน สหรัฐฯ ใช้งบไปแล้วราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13 ดอลลาร์ต่อผู้เสียภาษี 1 คน จากการบินโจมตีเป้าหมายมากกว่า 1,200 จุดทั่วอิหร่าน. Times of India เสริมว่ากองทัพใช้เงินมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมงแรกเพียงวันเดียว โดยนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่าเฉพาะการปฏิบัติการ “Epic Fury” ของสหรัฐฯ อาจมีต้นทุนเฉลี่ยใกล้ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หากจังหวะการโจมตียังหนาแน่นระดับเดิม.
ในมิติการเมืองภายใน ความยินยอมของสังคมอเมริกันต่อสงครามครั้งนี้ไม่ได้หนาแน่นอย่างที่รัฐบาลต้องการ Reuters/Ipsos สำรวจความคิดเห็นประชาชนสหรัฐฯ ก่อนและหลังเปิดฉากโจมตี พบว่ามีเพียงราว 25–27% ที่ “สนับสนุน” การโจมตีอิหร่าน ขณะที่ 43–45% ระบุว่าคัดค้านการใช้กำลัง และตัวเลขผู้ที่กังวลเรื่องราคาน้ำมัน–น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นทันทีหลังเริ่มสงคราม. Al Jazeera รายงานโดยอ้างผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่พอใจต่อสงครามอาจขยายตัวเร็วกว่าที่ทรัมป์คาด.
Atlantic Council เตือนชัดว่า ทรัมป์กำลัง “เดิมพันสองชั้น” ทั้งในสนามรบอิหร่านและในสนามเลือกตั้งสหรัฐฯ เพราะสงครามที่ลากยาวและมีทหารอเมริกันเสียชีวิตต่อเนื่องอาจสร้างผลสะเทือนทางการเมืองในแบบเดียวกับสงครามอิรัก แม้ทรัมป์จะหวัง “ชัยชนะรวดเร็ว” เพื่อตอกย้ำภาพความแข็งกร้าวก็ตาม.
2. อิสราเอล: ต้านจรวดได้ แต่เศรษฐกิจถูกดึงเข้าสู่โหมดสงครามเต็มตัว
ขณะที่สหรัฐฯ ต้องบริหารทั้งสงครามนอกประเทศและความเห็นในบ้าน อิสราเอลกำลังอยู่ในสงครามสองแนวรบทั้งในสนามรบและเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน. Reuters และ Al Jazeera สรุปตรงกันว่า ภายใน 7 วันแรก มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลอย่างน้อย 10–11 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนในเมืองเบตเชเมชและพื้นที่รอบเทลอาวีฟ และมีผู้บาดเจ็บรวมหลายร้อยคนจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน. ขีปนาวุธและเศษซากจากจรวดที่ถูกสกัดตกทำให้บ้านเรือนในเทลอาวีฟและเมืองอื่น ๆ เสียหายอย่างน้อย 40 หลัง โรงกลั่นน้ำมันเมืองไฮฟา โรงพยาบาล และอาคารสาธารณะบางแห่งได้รับความเสียหายหรือหยุดชะงักการให้บริการชั่วคราว.
กระทรวงการคลังอิสราเอลประเมินผ่าน Reuters ว่า หากคำสั่งปิดโรงเรียน ห้ามชุมนุมขนาดใหญ่ การจำกัดการเดินทาง และการระดมกำลังสำรองยังดำเนินต่อเนื่อง ความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจสูงราว 9.4 พันล้านเชเกลต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งต้นทุนทางทหาร การชดเชยความเสียหาย และการสูญเสียผลผลิตจากเศรษฐกิจที่ถูก “แช่แข็ง” บางส่วน. บทวิเคราะห์ “Israel’s Economy Losing $3B a Week From Iran War Shock” ชี้ว่า สงครามกับอิหร่านมาถึงในจังหวะที่เศรษฐกิจอิสราเอลเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากภาวะถดถอยปี 2023–2024 และกลับมาโต 3.1% ในปี 2025 พร้อมคาดการณ์เดิมว่าจะโตเกิน 5% ในปี 2026 หากไม่มีสงครามครั้งนี้.
มิติความเชื่อมั่น นักลงทุนของ DWS เตือนลูกค้าผ่านรายงาน CIO Flash ว่า ความยืดเยื้อของสงครามจะเพิ่มระดับความเสี่ยงของอิสราเอลทั้งในตลาดพันธบัตร ค่าเงิน และสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงกระทบการตัดสินใจของบริษัทต่างชาติที่กำลังพิจารณาลงทุนด้านเทคโนโลยีในอิสราเอล. ในการเมืองภายใน รัฐบาลเนทันยาฮูที่เผชิญแรงกดดันจากสงครามในกาซาอยู่ก่อนแล้ว ต้องแบกรับเสียงวิจารณ์เพิ่มจากทั้งเรื่องความปลอดภัยของพลเรือนในแนวหน้า และความเสี่ยงเศรษฐกิจที่อาจยืดเยื้อไปอีกเป็นเดือน.
3. สงครามของจรวดและ “แม็กกาซีน” ที่ไม่ไร้ขีดจำกัด
นอกเหนือจากตัวเลขชีวิตและเศรษฐกิจ อีกมิติที่สื่อและนักยุทธศาสตร์เริ่มพูดถึงมากขึ้น คือ “สงครามของจรวดและจรวดสกัด” – ว่าในระยะกลาง ใครจะหมดสต็อกก่อน.
รายงานเชิงลึกของ CNN ระบุว่า ในสงครามอิสราเอล–อิหร่านรอบก่อนหน้า สหรัฐฯ ใช้จรวดสกัดระดับสูง THAAD ไปแล้วราว 100–150 ลูก หรือประมาณ 1 ใน 4 ของสต็อกทั้งหมด ขณะที่สงครามรอบนี้จำเป็นต้องระดมใช้ Patriot และ THAAD อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันฐานสหรัฐฯ และเมืองพันธมิตรในอ่าวอาหรับ. BBC วิเคราะห์ว่า Patriot 1 ลูกมีราคาประมาณ 4 ล้านดอลลาร์ และมักต้องใช้ 2–3 ลูกเพื่อสกัดขีปนาวุธ 1 ลูก ทำให้สต็อก interceptor กลายเป็นทรัพยากรที่เติมได้ช้ากว่าความเร็วในการใช้จริงในสนามรบ.
Bloomberg และ The Economist ชี้ว่า ทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และรัฐอ่าวมีสต็อก interceptor “ไม่ลึก” อยู่แล้วจากการสู้รบกับอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากอิหร่านเลือกยุทธศาสตร์ยิงขีปนาวุธ–โดรนในระดับปานกลางแต่ยืดเยื้อหลายสัปดาห์ สต็อกสกัดของฝ่ายพันธมิตรอาจเริ่มตึงตัวจริง และบีบให้ต้องเลือกว่า จะปกป้องฐานไหน เมืองไหน หรือโครงสร้างพื้นฐานใดก่อน. ฝั่งอิสราเอลเองต้องพึ่ง Iron Dome, David’s Sling และ Arrow อย่างหนัก ควบคู่กับการนำแบตเตอรี่ THAAD ของสหรัฐฯ เข้ามาตั้งในประเทศ แสดงให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีจะล้ำ แต่ “แม็กกาซีน” จรวดสกัดภายในประเทศไม่ได้ลึกพอสำหรับสงครามยิงถล่มยืดเยื้อด้วยตนเอง.
บทวิเคราะห์ใน The Guardian สรุปกรอบนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า สงครามตะวันออกกลางรอบใหม่ “อาจถูกตัดสินด้วยคำถามว่า ฝ่ายใดจะหมดขีปนาวุธหรือจรวดสกัดก่อน” เพราะขณะที่อิหร่านสะสมจรวดและโดรนราคาต่ำจำนวนมาก ฝ่ายสหรัฐฯ–อิสราเอลต้องใช้จรวดสกัดราคาแพงที่ผลิตได้จำกัด และยังต้องเผื่อสต็อกไว้สำหรับวิกฤตในภูมิภาคอื่นอย่างอินโด–แปซิฟิก.
สงครามที่กำลังกลับมาถามกลับผู้เริ่มยิง
ในภาพรวม 7 วันแรก สงครามอิหร่านอาจทำให้สหรัฐฯ–อิสราเอลบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์บางส่วนในสนามรบ เช่น การทำลายฐานยิงขีปนาวุธหรือสกัดศักยภาพบางอย่างของกองทัพอิหร่าน แต่ข้อมูลจาก WarCosts, Reuters, CNN และสถาบันวิจัยชี้ตรงกันว่า ต้นทุนที่ทั้งสองประเทศต้องจ่าย – ตั้งแต่ชีวิตทหาร งบประมาณ มาตรการฉุกเฉินในเศรษฐกิจ ไปจนถึงสต็อกอาวุธสกัดที่เริ่มถูกใช้เร็วกว่าที่ผลิตได้ – กำลังกลายเป็นคำถามใหญ่ที่ย้อนกลับไปหาผู้นำทั้งในวอชิงตันและเทลอาวีฟ.
เมื่อสงครามเดินหน้าต่อจากสัปดาห์ที่หนึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เตหะรานจะทนได้นานแค่ไหน” แต่ยังรวมถึงว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลพร้อมจะแลกทหารอีกกี่นาย ยอมจ่ายเงินอีกกี่พันล้านดอลลาร์ และแบกรับแรงเสียดทานทางการเมืองในบ้านของตนเองได้นานเพียงใด เพื่อให้สงครามครั้งนี้จบลงในแบบที่พวกเขาเชื่อว่าเป็น “ชัยชนะ”.
ตัวเลขผู้เสียชีวิต–บาดเจ็บ และภาพรวมสงคราม 7 วัน
Al Jazeera – live tracker ยอดผู้เสียชีวิต–บาดเจ็บ 12 ประเทศ
https://www.aljazeera.com/news/2026/3/1/us-israel-attacks-on-iran-death-toll-and-injuries-live-tracker
PBS / Iranian Red Crescent – ตัวเลข 555 รายในอิหร่านช่วงต้น
https://www.pbs.org/newshour/world/live-updates-u-s-israel-conflict-with-iran-widens
Reuters – “How many people have been killed in the US-Israel war on Iran?”
https://www.reuters.com/world/middle-east/how-many-people-have-been-killed-us-israel-war-iran-2026-03-03/
ต้นทุนสงครามฝั่งสหรัฐฯ (งบประมาณ–ทหาร)
WarCosts – Iran Strikes 2026: Cost, casualties & analysis
https://www.warcosts.org/conflicts/iran-2026
รายงานต้นทุนวันแรก–สัปดาห์แรก (มีตัวเลข 700 ล้านดอลลาร์ 24 ชม.แรก ฯลฯ)
https://timesofindia.indiatimes.com/world/middle-east/over-700m-spent-in-first-24-hours-of-epic-fury-how-much-iran-war-may-cost/articleshow/108050049.cms
CBS News – US death toll 6 นาย, ความเสียหายฐานในคูเวต ฯลฯ
https://www.cbsnews.com/live-updates/iran-us-war-day-3-american-deaths-israel-gulf-allies-hit-missile-strikes/
CNN / Pentagon คลิปยืนยันทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต
https://www.cnn.com/2026/03/03/world/video/pentagon-us-service-members-killed-iranian-drone-strike-vrtc
New York Times – มุมการเมืองในประเทศ, ทรัมป์กับต้นทุนสงคราม
https://www.nytimes.com/2026/03/05/us/politics/trump-iran-war-deaths.html
โพลและมติสังคมสหรัฐฯ ต่อสงครามอิหร่าน
Reuters/Ipsos ผ่าน Al Jazeera – “Poll suggests only a quarter of Americans support attacks on Iran”
https://www.aljazeera.com/news/2026/3/2/poll-suggests-only-a-quarter-of-americans-support-attacks-on-iran
เวอร์ชันเต็มบน Yahoo (สรุปโพล 27% สนับสนุน)
https://www.yahoo.com/news/articles/just-one-four-americans-supports-201824942.html
ความสูญเสีย–เศรษฐกิจฝั่งอิสราเอล
ความเสียหายต่ออาคาร–ชีวิตพลเรือนในอิสราเอล (40 อาคารในเทลอาวีฟ ฯลฯ)
ใช้ประกอบจาก:
– Al Jazeera live tracker (ส่วน Israel)
– วิดีโอ/รายงานความเสียหายเทลอาวีฟ
Reuters – คำเตือนกระทรวงการคลัง: เศรษฐกิจเสียหาย ~9.4 พันล้านเชเกล/สัปดาห์
https://www.reuters.com/world/middle-east/damage-israeli-economy-iran-war-seen-at-about-3-billion-week-ministry-says-2026-03-04/
Daily Sabah – สรุปตัวเลข 9.4 พันล้านเชเกล/สัปดาห์ภายใต้สถานะ “แดง”
https://www.dailysabah.com/business/economy/damage-to-israeli-economy-from-iran-war-seen-at-about-3b-a-week
บทวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจ: “Israel’s Economy Losing $3B a Week From Iran War Shock”
https://www.taylortailored.co.uk/geopolitics/israels-war-economy-the-3-billion-a-week-price-tag
มิติ “จรวดสกัด” – THAAD / Patriot / สต็อก interceptor
CNN – ใช้ THAAD ประมาณ 100–150 ลูก (1/4 ของสต็อก), ช่องโหว่ด้านสต็อก interceptor
https://www.cnn.com/2025/07/28/middleeast/us-thaad-missile-interceptor-shortage-intl-invs
Fortune / วิเคราะห์สต็อก Patriot–THAAD ถูกกดดันจากการยิงรอบใหม่นี้
https://fortune.com/2026/02/28/iran-missile-barrage-us-interceptor-stockpile-thaad-patriot/
BBC – “How depleted weapons stockpiles could affect the Iran conflict”
https://www.bbc.com/news/articles/cdxzzqe82d2o
The Economist – “Are Gulf states running out of missile interceptors?”
https://www.economist.com/middle-east-and-africa/2026/03/03/are-gulf-states-running-out-of-missile-interceptors
The Guardian – กรอบ “สงครามอาจถูกตัดสินด้วยว่าใครหมดจรวดก่อน”
https://www.theguardian.com/world/2026/mar/03/middle-east-war-decided-interceptors-missiles
เศรษฐกิจ–ความเสี่ยงการลงทุนอิสราเอล (มุม DWS/การเงิน)
DWS – “US and Israel strike Iran” (CIO Flash / มุมมองตลาด)
เวอร์ชัน US:
https://www.dws.com/en-us/insights/cio-view/cio-flash/2026/us-and-israel-strike-iran/
เวอร์ชัน EU:
https://www.dws.com/en-lu/insights/cio-view/cio-flash/2026/us-and-israel-strike-iran/
-------------------
ความเสียหายต่ออิสราเอลจากการโจมตีของอิหร่าน
จนถึงปัจจุบันวันที่ 6 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธบอลิสติกและโดรนหลายระลอกไปยังอิสราเอล เพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่าน (ซึ่งเริ่มตั้งแต่ประมาณ 28 กุมภาพันธ์ 2026) ระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นของอิสราเอล (เช่น Iron Dome, David's Sling และ Arrow) สามารถสกัดกั้นส่วนใหญ่ได้ แต่บางลูกทะลุทะลวงเข้ามา ทำให้เกิดความเสียหายและผู้บาดเจ็บในระดับจำกัดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในอิสราเอลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11-12 คน จากขีปนาวุธบอลิสติกของอิหร่านตั้งแต่ระลอกการโจมตีรุนแรงเริ่มต้น (ตามรายงานจาก NBC News, Al Jazeera และแหล่งอื่น ๆ)
เหตุการณ์สำคัญ:อย่างน้อย 9 คนเสียชีวิต และบาดเจ็บกว่า 20-45 คน (รวมเด็ก) จากการยิงขีปนาวุธใส่พื้นที่อยู่อาศัยในเมือง เบตเชเมช (Beit Shemesh) ทางตอนกลางของอิสราเอล เมื่อวันอาทิตย์ (1 มีนาคม) ขีปนาวุธตกใกล้ที่พักพิงสาธารณะใต้โบสถ์ยิว และพื้นที่ใกล้เคียง
ผู้เสียชีวิตอีก 1-2 คนในพื้นที่เทลอาวีฟจากเศษซากหรือชิ้นส่วนขีปนาวุธ (เช่น หญิงชาวฟิลิปปินส์วัย 32 ปี และหญิงวัย 68 ปี)
ผู้บาดเจ็บ: รวมกว่า 1,000-1,473 คน (ระดับต่าง ๆ ตั้งแต่เบาไปจนถึงสาหัส) จากเศษกระจก ชิ้นส่วนขีปนาวุธ หรือความตื่นตระหนก มีรายงานบาดเจ็บ 12 คนใกล้เทลอาวีฟจากหัวรบแบบคลัสเตอร์มูนิชันเมื่อต้นเดือนมีนาคม
ความเสียหายทางกายภาพการโจมตีโดยตรงและเศษซากที่ตกลงมา ทำให้อาคารเสียหายในหลายพื้นที่:เทลอาวีฟและ Greater Tel Aviv (Gush Dan): มีหลุมอุกกาบาต อาคารพังทลายหรือเสียหายหนัก เกิดเพลิงไหม้ และรถยนต์เสียหาย โดยเฉพาะในย่าน Bnei Brak ทางตะวันออกของเทลอาวีฟ มีรายงานอาคารเสียหายประมาณ 40 หลัง และผู้คนกว่า 200 คนถูกอพยพไปโรงแรม
เบตเชเมชและชานเมืองเยรูซาเล็ม: อาคารพังเสียหายจากเศษขีปนาวุธ
ไม่มีรายงานความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (เช่น โรงไฟฟ้า หรือฐานทัพทหารหลัก) ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่พลเรือนและที่อยู่อาศัย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและอื่น ๆกระทรวงการคลังอิสราเอลประมาณการว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากสงครามทางอากาศ (รวมข้อจำกัดการเดินทาง การระดมกำลังสำรอง การปิดโรงเรียน และกิจกรรมที่หยุดชะงัก) อาจสูงถึง 9.4 พันล้านเชเคล (ประมาณ 2.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อสัปดาห์ หากอยู่ในภาวะเตือนภัย "แดง" เต็มรูปแบบ
อัตราการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านลดลงอย่างมากในช่วงหลัง (จาก 20+ ระลอกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ เหลือเพียง 6 ระลอกเมื่อ 3 มีนาคม) เนื่องจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลทำลายเครื่องยิงประมาณ 300 ชุดของอิหร่าน
สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีเสียงระเบิดเป็นครั้งคราวเหนือเทลอาวีฟ (ล่าสุดรายงานเมื่อ 5-6 มีนาคม) แต่ความรุนแรงและจำนวนการโจมตีจากอิหร่านลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตัวเลขผู้เสียชีวิตและความเสียหายอาจเปลี่ยนแปลงตามการประเมินเพิ่มเติม ข้อมูลนี้รวบรวมจากแหล่งข่าวเปิด เช่น Reuters, Al Jazeera, BBC, Times of Israel, Understanding War, และอื่น ๆ
From Grok
-------------------------------
ความเสียหายต่ออิหร่านจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ-อิสราเอล
จนถึงวันที่ 6 มีนาคม 2026 (ข้อมูลรวบรวมจากรายงานล่าสุดจากแหล่งข่าวต่าง ๆ เช่น Al Jazeera, Reuters, Understanding War, Wikipedia, และอื่น ๆ) สถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว และตัวเลขอาจเปลี่ยนแปลงความเสียหายต่ออิหร่านจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลจนถึงปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกัน (Operation Epic Fury โดยสหรัฐฯ และ Operation Roaring Lion โดยอิสราเอล) ต่อเป้าหมายในอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนระบอบ (regime change) การทำลายโครงการนิวเคลียร์ โครงสร้างขีปนาวุธ การป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพเรือ และโครงสร้างบัญชาการของผู้นำ จนถึงตอนนี้มีการโจมตีกว่า 2,000 ครั้ง (บางแหล่งรายงานสูงถึง 2,500 ลูกกระสุนจากอิสราเอลเพียงฝ่ายเดียว)ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในอิหร่านผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 1,230–1,332 คน (ตามรายงานจาก Iranian Red Crescent Society, Tasnim News, และ Al Jazeera)รวมพลเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง
เหตุการณ์สำคัญ: การโจมตีโรงเรียนประถมศึกษาสำหรับเด็กหญิงในเมือง Minab (ทางใต้) ทำให้เสียชีวิตอย่างน้อย 51–175 คน (รวมเด็กนักเรียนกว่า 100 คน ตามบางรายงาน) ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นอาชญากรรมสงครามโดยบางฝ่าย
ผู้บาดเจ็บ: หลายร้อยถึงพันคน (ตัวเลขที่แน่นอนยังไม่ชัดเจน แต่มีรายงานบาดเจ็บจำนวนมากจากเศษซากและการโจมตีพื้นที่พลเรือน)
ผู้เสียชีวิตอื่น ๆ: รวมถึงผู้นำสูงสุด Ayatollah Ali Khamenei (ถูกสังหารในการโจมตีคอมพาวด์ในเตหะราน) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่น ๆ ของ IRGC (กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม)
ความเสียหายทางกายภาพและโครงสร้างพื้นฐานโครงการนิวเคลียร์: มีการโจมตีสถานที่อย่าง Natanz (เสียหายอย่างหนักในอย่างน้อย 3 อาคาร ตามภาพถ่ายดาวเทียม) และสถานที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยอาวุธนิวเคลียร์ IAEA (องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ) ระบุว่าไม่มีหลักฐานว่าสถานที่นิวเคลียร์หลักถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง แต่ ایرانยืนยันว่ามีสถานที่อย่างน้อย 1 แห่งถูกโจมตี
ขีปนาวุธและเครื่องยิง: ถูกทำลายอย่างหนัก โดย IDF (กองทัพอิสราเอล) อ้างว่าทำลายเครื่องยิงขีปนาวุธบอลิสติกกว่า 300 ชุด ทำให้จำนวนการยิงตอบโต้ของอิหร่านลดลงอย่างมาก (จาก 20+ ระลอกเมื่อ 28 ก.พ. เหลือเพียง 6 ระลอกเมื่อ 3 มี.ค.)
กองทัพเรือ: เรือรบหลายลำถูกทำลาย รวมถึงเรือรบถูกจมโดยเรือดำน้ำสหรัฐฯ นอกชายฝั่งศรีลังกา (มีผู้เสียชีวิตประมาณ 80–140 คน) สหรัฐฯ อ้างว่าทำลายเรือมากกว่า 20 ลำ รวมถึงเรือดำน้ำหลัก
การป้องกันภัยทางอากาศและฐานทัพ: ถูกทำลายอย่างหนัก ทำให้อิหร่านสูญเสียความสามารถในการป้องกันการโจมตีทางอากาศ
พื้นที่อื่น ๆ: การโจมตีในเมืองใหญ่ เช่น เตหะราน (รวมคอมพาวด์ของผู้นำสูงสุด), อิสฟาฮาน, กอม, คาราจ, เคอร์มันชาห์ ทำให้เกิดอาคารพังทลาย เกิดเพลิงไหม้ และความเสียหายในพื้นที่ทหาร การเมือง และการปราบปราม (repression sites)
ไม่มีรายงานความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนหลัก (เช่น โรงไฟฟ้า) แต่มีผลกระทบต่อพลเรือนสูงจากพื้นที่ใกล้เคียงเป้าหมายทหาร
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและอื่น ๆการโจมตีทำให้อิหร่านสูญเสียความสามารถในการยิงขีปนาวุธจำนวนมาก ส่งผลให้การตอบโต้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ความเสียหายทางเศรษฐกิจยังไม่มีการประเมินอย่างเป็นทางการ แต่การปิดน่านฟ้า การหยุดชะงักการส่งออกพลังงาน (รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซในบางช่วง) และการสูญเสียโครงสร้างทหาร ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรง
สหรัฐฯ-อิสราเอลมุ่งเน้นการทำลายความสามารถในการตอบโต้ของอิหร่านก่อนที่จะหมดสต็อกขีปนาวุธป้องกันตัวเอง
สถานการณ์ยังคงรุนแรง โดยมีการโจมตีต่อเนื่อง (ล่าสุดมีระลอกที่ 10 ในเตหะราน) และอิหร่านยังคงยิงตอบโต้ไปยังอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ตัวเลขผู้เสียชีวิตและความเสียหายอาจสูงขึ้นตามการประเมินเพิ่มเติม ข้อมูลนี้มาจากรายงานเปิด เช่น Al Jazeera, Reuters, Critical Threats/Understanding War, BBC, CNN, และ IAEA
From Grok