.
ทำไม ‘สหรัฐฯ–อิสราเอล’ เปิดสงครามถล่มอิหร่าน แต่ไม่ถูกคว่ำบาตรเหมือน ‘รัสเซีย’? เมื่อระเบียบโลกใช้ “สองมาตรฐาน” กับสงครามยูเครน และการโจมตีอิหร่าน–กาซา
7-3-2026
สหรัฐ–อิสราเอล ถล่มอิหร่าน: คำถามสองมาตรฐาน ทำไมไม่ถูกคว่ำบาตรเหมือนรัสเซีย?
IMCT NEWS รายงานว่า ท่ามกลางเสียงประณามรัสเซียจากการรุกรานยูเครน จนเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากชาติตะวันตก การโจมตีอิหร่านของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกลับไม่ได้เจอมาตรการลงโทษในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ถึง “สองมาตรฐาน” ของระเบียบโลกปัจจุบันและกฎหมายระหว่างประเทศในโลกไม่ตะวันตก.
นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า จุดต่างสำคัญอยู่ที่สถานะ “ผู้รุกราน” และฐานะพันธมิตรยุทธศาสตร์ของผู้กระทำความรุนแรง. การรุกรานยูเครนของรัสเซียปี 2022 ถูกมองอย่างชัดเจนว่าเป็นสงครามรุกรานต่อรัฐอธิปไตย จนสร้างฉันทามติระหว่างสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และพันธมิตรให้ใช้ทั้งคว่ำบาตรพลังงาน แช่แข็งทรัพย์สิน ไปจนถึงลงโทษรายบุคคล. ในทางกลับกัน การโจมตีอิหร่านและปฏิบัติการในกาซาของอิสราเอลถูก framing ในวาทกรรมตะวันตกว่าเป็น “การป้องกันตัว” หรือ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” แม้การวิเคราะห์ทางกฎหมายหลายชิ้นจะตั้งคำถามว่าผิดหลักกฎบัตรสหประชาชาติและไม่มีมติจากคณะมนตรีความมั่นคงรองรับ.
บทความในเว็บไซต์ The Conversation ซึ่งเขียนโดยนักกฎหมายระหว่างประเทศระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ–อิสราเอลต่ออิหร่าน “ไม่เข้าเกณฑ์ทั้งการป้องกันตัวล่วงหน้าและการป้องกันตัวที่ชอบด้วยกฎหมาย” และถือเป็นการ “ทำลายหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ” แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีเครื่องมือบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้กระทำคือสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงและพันธมิตรของชาติตะวันตกเอง. สถานะนี้ทำให้มติประณามหรือการคว่ำบาตรที่คล้ายกรณีรัสเซียแทบไม่เกิดขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ สามารถใช้สิทธิยับยั้ง (veto) ในคณะมนตรีฯ และแรงกดดันทางการเมืองต่อชาติพันธมิตร.
สถาบันวิจัยด้านยุโรป Clingendael วิเคราะห์การตอบสนองของสหภาพยุโรปต่อการโจมตีอิหร่านว่า “ทั้งโต้แย้งไม่ได้ เชื่อมโยงผลประโยชน์ และเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง” โดยชี้ว่ายุโรปยืนยัน “สิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตัว” แต่กลับไม่ยอมรับสิทธิเดียวกันของอิหร่าน ทั้งที่ไม่มีมติยูเอ็นรองรับการใช้กำลังของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน. นักวิชาการจากสถาบันในแอฟริกาและตะวันออกกลางยังโจมตีว่าสิ่งนี้สะท้อน “ลำดับชั้น” ของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่พร้อมลงโทษรัสเซียเต็มที่ แต่ไม่แตะต้องพันธมิตรยุทธศาสตร์ของตะวันตก.
ด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงาน นักวิเคราะห์ชี้ว่าการคว่ำบาตรรัสเซียมีตรรกะสำคัญคือการลดการพึ่งพาพลังงานและตัดแหล่งรายได้ของมอสโก ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกผ่านเทคโนโลยี อาวุธ การเงิน และความมั่นคงภูมิภาคในระดับที่ชาติตะวันตกไม่ต้องการเสี่ยงกระทบตัวเองด้วยการลงโทษในระดับเดียวกัน. ในตะวันออกกลาง การคงความเหนือกว่าของอิสราเอลและการคานอิทธิพลอิหร่านยังถูกมองเป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของวอชิงตันและพันธมิตร ทำให้เสียงเรียกร้องให้ใช้มาตรการลงโทษถูกแปลงเป็นเพียงถ้อยแถลง “แสดงความกังวล” หรือการเรียกร้องให้ “ทุกฝ่ายลดความรุนแรง” แทน.
สำหรับสังคมในโลกอาหรับและโลกใต้ การตอบสนองที่ต่างกันอย่างชัดเจนนี้ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “สองมาตรฐาน” ของแนวคิด “ระเบียบโลกบนฐานกติกา” ที่สหรัฐฯ และยุโรปมักใช้เป็นคำอธิบายการคว่ำบาตรรัสเซีย. Al Jazeera และนักวิชาการสายวิพากษ์ชี้ว่า เมื่อชาติตะวันตกใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเลือกปฏิบัติ—แข็งกร้าวกับคู่แข่ง แต่ผ่อนหนักผ่อนเบากับพันธมิตร—ความชอบธรรมทางศีลธรรมของพวกเขาในเวทีโลกก็ยิ่งถูกตั้งคำถาม.
---
IMCT NEWS
ที่มา แหล่งอ้างอิงสำคัญที่ใช้ในรายงานนี้ ได้แก่
The Conversation: “Neither preemptive nor legal, US‑Israeli strikes on Iran have blown up international law”
Clingendael Institute: “The EU's response to Israel's assault on Iran”
Modern Diplomacy: “Double Standard Between Russia–Ukraine and Israel–Palestine”
CIESM / think tank analysis on global double standards in Ukraine vs Gaza
MR Online: “The United States in Ukraine and Gaza: Double standards…”