.
"ผลประโยชน์จากสงครามอิหร่าน” ของปูตินเขย่าตะวันตก หวั่นราคาพลังงานพยุงเศรษฐกิจรัสเซีย เสริมแกร่งงบประมาณสงครามยูเครน
13-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ความกังวลกำลังแพร่ขยายไปทั่วภูมิภาคยุโรปและกลุ่มประเทศอ่าว (Gulf) ว่าการหยุดชะงักของตลาดพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยเสริมอำนาจให้แก่ประเทศรัสเซีย (Russia)
ในขณะที่วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล (US-Israel) ต่ออิหร่าน (Iran) แม้แต่การคาดการณ์ถึงผลกำไรในระยะสั้นของรัสเซียก็สร้างความตระหนกให้แก่เจ้าหน้าที่ในยุโรปและภูมิภาคอ่าว
ความปั่นป่วนในตะวันออกกลางเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีรัสเซียสามารถกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญปัญหาได้ในเวลาที่ต้องการพอดี สิ่งที่น่ากังวลคือยุโรปอาจต้องยอมอ่อนข้อในประเด็นการจัดหาอุปทานน้ำมันและก๊าซที่สำคัญ ซึ่งจะทำให้รัสเซียมีอำนาจต่อรองมากขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งในการทำสงครามกับยูเครน (Ukraine) ที่ยืดเยื้อมานานถึง 4 ปี
ก่อนที่จะมีการโจมตีอิหร่าน ทำเนียบเครมลิน (Kremlin) เคยเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันดิบ Urals ในระยะยาวที่ระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้งบประมาณรัฐขาดดุลหนักขึ้น โดยรายได้จากการขายน้ำมันดิบในเดือนมกราคมที่ผ่านมาลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ท่าเรือฝั่งตะวันตกของรัสเซียพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก ขณะที่ราคาก๊าซก็ดีดตัวสูงขึ้นเช่นกัน
สถานการณ์ที่น่ากังวลประการหนึ่งในหมู่ผู้จัดหาพลังงานของยุโรปคือ สถานการณ์นี้อาจบีบให้สหภาพยุโรป (EU) ต้องเลื่อนกำหนดการในเดือนหน้าที่จะสั่งแบนสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะสั้นฉบับใหม่จากรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากมอสโก (Moscow) ทั้งหมด
บทวิเคราะห์จากยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานที่สำนักข่าว Bloomberg ได้รับรายงานเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในตลาดก๊าซระบุว่า แม้การหยุดชะงักของการส่งมอบ LNG ผ่านช่องแคบ Hormuz จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่มันอาจส่งผลให้ทิศทางการเมืองด้านพลังงานของยุโรปเอียงเข้าหาความต้องการของมอสโกไปอีกหลายปี
ขณะเดียวกัน การประเมินภายในของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อไปจนถึงกลางเดือนเมษายน อาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกระตุ้นให้ราคา LNG พุ่งสูงขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัจจุบันรัสเซียกำลังขาย LNG ให้แก่ประเทศจีน (China) ซึ่งกำลังขาดแคลนอุปทานจากประเทศกาตาร์ (Qatar) เนื่องด้วยภาวะสงคราม
“มีผู้ชนะเพียงรายเดียวในสงครามครั้งนี้ นั่นคือรัสเซีย” อันโตนิโอ กอสตา (Antonio Costa) ประธานสภายุโรป (European Council) กล่าวเมื่อวันอังคารระหว่างการประชุมร่วมกับเอกอัครราชทูต EU “รัสเซียได้รับทรัพยากรใหม่ๆ มาสนับสนุนงบประมาณสงครามต่อต้านยูเครนเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น และยังได้ประโยชน์จากการที่ขีดความสามารถทางทหาร (ของพันธมิตร) ถูกเบี่ยงเบนไปจากเดิมที่ควรจะถูกส่งไปสนับสนุนยูเครน”
เจ้าหน้าที่จากกลุ่มประเทศอ่าวระบุว่า สมาชิกสภาความร่วมมือแห่งรัฐอ่าว (GCC) กำลังกังวลต่อสถานการณ์นี้อย่างมาก โดยระบุว่า “ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อไปนานเท่าใด ผลกระทบต่อโลกก็จะยิ่งรุนแรงและแผ่ขยายวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น”
รัสเซียอาจมีโอกาสในการรื้อฟื้นอิทธิพลในตลาดพลังงานของ EU ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรพยายามกำจัดออกไปนับตั้งแต่ปูตินสั่งบุกยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยปูตินได้สั่งการให้บริษัทพลังงานฉกฉวยโอกาสนี้ และเมื่อวันจันทร์เขายังส่งสัญญาณว่ารัสเซียพร้อมจะกลับมาขายน้ำมันและก๊าซให้ยุโรปอีกครั้ง
จากข้อมูลประเมินของกลุ่มสหภาพยุโรป สัญญาระยะสั้นมีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสามของตลาดก๊าซ EU เมื่อปีที่แล้ว ส่วนที่เหลือเป็นสัญญา LNG ระยะยาวสำหรับก๊าซของรัสเซีย ซึ่งยังคงได้รับอนุญาตในปีนี้ แม้ปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณว่า EU จะเลื่อนแผนการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจากรัสเซีย และท่อส่งก๊าซที่เสียหายหรือหยุดทำงานยังคงไม่ได้รับการซ่อมแซม แต่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ได้กล่าวต่อรัฐสภายุโรปเมื่อวันพุธว่า การกลับไปพึ่งพาพลังงานเหล่านั้นถือเป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยุโรปหลายรายกังวลว่าประเทศสมาชิกบางรายอาจถูกดึงดูดด้วยพลังงานราคาถูกจากรัสเซีย หากสงครามลากยาวและอุปทานจากภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงถูกจำกัด
ขณะนี้ประเทศฮังการี (Hungary) ได้เรียกร้องให้กลุ่ม EU ระงับการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซีย นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บัน (Viktor Orban) ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของปูตินใน EU กำลังเผชิญกับการเลือกตั้งในเดือนหน้าและมีคะแนนนิยมตามหลังคู่แข่ง ความกังวลคือฮังการีและสโลวาเกีย (Slovakia) ซึ่งมีการเพิ่มการซื้อก๊าซจากรัสเซียอยู่แล้ว อาจมีประเทศอื่นเข้าร่วมเรียกร้องขอข้อยกเว้นชั่วคราวด้วยเช่นกัน
สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างความตื่นตระหนกในกรุงเคียฟ (Kyiv) ซึ่งกำลังเร่งประสานงานกับกลุ่มประเทศอ่าวในด้านการป้องกันประเทศ โดย อันดรีย์ ปิชนีย์ (Andriy Pyshnyi) ผู้ว่าการธนาคารกลางยูเครน กล่าวว่าพันธมิตรควรเพิ่มแรงกดดันในการคว่ำบาตรมอสโกเพื่อลดทอนลาภลอยจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น มากกว่าการเสนอข้อยกเว้นเหมือนที่สหรัฐฯ ทำให้กับประเทศอินเดีย (India)
“ทรัพยากรทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับปูติน คือเชื้อเพลิงที่ช่วยให้เขาสามารถดำเนินสงครามต่อไปได้” เขากล่าวกับ Bloomberg “ข้อความนี้ควรเป็นที่เข้าใจในทุกที่ ทั้งที่บรัสเซลส์, ดีซี (DC), ปารีส (Paris) และที่ลอนดอน (London) แห่งนี้”
ในขณะนี้ เครมลินกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยไม่ต้องเข้าไปพัวพันอย่างเปิดเผยในสงครามของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อพันธมิตรอย่างอิหร่าน โดยมีรายงานจากแหล่งข่าวว่ารัสเซียได้ให้ข้อมูลด้านข่าวกรองแก่อิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ของ Washington Post
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าปูติน “ต้องการที่จะช่วยเหลือ” หลังจากที่ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับวิกฤตนี้ผ่านการโทรศัพท์เป็นเวลานานเมื่อวันจันทร์ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ปูตินได้ส่งโทรเลขถึง โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน เพื่อยืนยันถึง “การสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง”
การแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ช่วยเหลือปูตินอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ Urals เฉลี่ยพุ่งทะลุ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2024 ตามข้อมูลจาก Argus Media ขณะที่งบประมาณของรัสเซียในปีนี้ตั้งอยู่บนฐานราคาน้ำมันเพียง 59 ดอลลาร์เท่านั้น
หลังการสนทนากับปูติน ทรัมป์ได้เปรยถึงการยกเลิก “การคว่ำบาตรบางประการที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเพื่อลดราคา” โดยไม่ได้ลงรายละเอียด ขณะที่โรงกลั่นของอินเดียได้กว้านซื้อน้ำมันดิบรัสเซียทางเรือไปแล้วกว่า 30 ล้านบาร์เรล หลังจากสหรัฐฯ ออกข้อยกเว้นการคว่ำบาตรชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อบรรเทาปัญหาอุปทาน ซึ่งถือเป็นการกลับลำนโยบายของทรัมป์ที่เคยพยายามกดดันนิวเดลี (New Delhi) ให้ยุติการซื้อน้ำมันรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มชนชั้นนำของรัสเซียจำนวนมากเชื่อว่าผลประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้นนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และช่วยเพียงแค่ชดเชยความสูญเสียก่อนหน้านี้จากการคว่ำบาตร โดยปูตินเองได้เตือนว่าการพุ่งขึ้นของราคานั้น “เป็นเรื่องชั่วคราวอย่างแน่นอน” และรัสเซียยังมีข้อจำกัดในการเพิ่มอุปทาน LNG เมื่อเทียบกับน้ำมัน
ปูตินได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดี มาซูด เปเซซเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่านเมื่อวันอังคาร และยังได้หารือกับผู้นำรัฐอ่าวหลายประเทศ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อเรียกร้องให้หยุดยิงทันที
ทว่าตลาดที่ผันผวนอาจกระตุ้นให้หลายประเทศตัดสินใจทำสัญญาส่งมอบระยะยาวกับมอสโก โดยปูตินระบุเมื่อวันจันทร์ว่ารัสเซียพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ EU หากผู้ซื้อในยุโรปตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางและต้องการความร่วมมือที่ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับผู้ส่งออกพลังงานในอ่าว สถานการณ์ปัจจุบันช่างตรงกันข้ามกับช่วงเริ่มต้นของสงครามยูเครนที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงและสร้างรายได้มหาศาลให้แก่พวกเขาในขณะที่ยุโรปมองหาแหล่งพลังงานทางเลือก แต่ปัจจุบันภูมิภาคอ่าวกำลังเสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้แก่รัสเซียที่กลับมารุกหนักในตลาดสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศในแถบอ่าวพบว่าตนเองต้องแย่งชิงทรัพยากรด้านการป้องกันประเทศกับยูเครนเพื่อสกัดกั้นการโจมตีจากโดรนและมิสไซล์ของอิหร่าน ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskiy) จึงพยายามใช้โอกาสนี้เสนอตัวจัดหาอาวุธสกัดกั้นราคาถูกและผู้เชี่ยวชาญทางการทหารให้แก่กลุ่มประเทศอ่าว เพื่อแลกกับการขอรับการสนับสนุนขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติมให้แก่ยูเครน
แต่ในระยะยาว หากสงครามอิหร่านยังคงรุนแรง สหรัฐฯ อาจมีความเต็มใจน้อยลงในการขายอาวุธสำคัญให้แก่กรุงเคียฟ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าการเบี่ยงเบนความสนใจออกจากยูเครนเป็นประโยชน์ต่อปูตินเพราะเขาสามารถประวิงเวลาได้โดยไม่ต้องเจรจา
พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางบางรายกังวลเป็นการส่วนตัวว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างเพียงพอ เพราะอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่การส่งออกน้ำมันในอ่าวจะกลับสู่ภาวะปกติหลังสงครามสิ้นสุด และหากอิหร่านหรือตัวแทน (Proxies) ยังคงรบกวนเส้นทางเดินเรือ การฟื้นตัวก็จะยิ่งช้าลงไปอีก
นอกจากนี้ ข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่จะเปิดช่องแคบ Hormuz ใหม่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่กลุ่มประเทศอ่าวได้ เนื่องจากเจ้าของเรือและบริษัทประกันภัยย่อมไม่กล้าส่งเรือผ่านน่านน้ำแคบๆ ตราบใดที่การโจมตีด้วยมิสไซล์และโดรนของอิหร่านยังไม่ยุติลงโดยสิ้นเชิง
ท้ายที่สุด มาเรีย สเนโกวายา (Maria Snegovaya) จาก CSIS ในวอชิงตัน มองว่านอกจากเรื่องการเงินแล้ว นัยทางการเมืองก็น่าสนใจ เพราะในระยะยาว การอ่อนแอลงของอิหร่านอาจขัดต่อผลประโยชน์ของรัสเซีย เนื่องจากในมุมมองของเครมลิน อิหร่านที่โอนอ่อนผ่อนตาม (Moderate) ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศตะวันตกที่รัสเซียเรียกว่าเป็น "ผู้มีอำนาจนำ" (Hegemony)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-11/putin-s-russia-reaps-rewards-as-trump-s-iran-war-sparks-turmoil