.
BRICS เป็นแค่เวทีเศรษฐกิจไร้อำนาจต่อรองทางทหาร ไม่ใช่ NATO? เผย 5 ปัจจัย ทรัมป์ใช้ สั่นคลอนอำนาจรัสเซีย-จีน ผ่านวิกฤตสงครามอิหร่าน
11-3-2026
5 ปัจจัยทรัมป์ ใช้สยบแกนกลางอำนาจรัสเซีย-จีน ท่ามกลางวิกฤตอิหร่าน 'BRICS ไม่ใช่ NATO' เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจที่ไร้อำนาจต่อรองทางทหาร
Newsweek รายงานว่า มี 5 ปัจจัยทรัมป์ ใช้สยบแกนกลางอำนาจรัสเซีย-จีน ท่ามกลางวิกฤตอิหร่าน 'BRICS ไม่ใช่ NATO' เป็นเพียงเวทีเศรษฐกิจที่ไร้อำนาจต่อรองทางทหาร
เมื่อสหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน (Iran) ปฏิกิริยาจากกลุ่มประเทศที่มักถูกนิยามว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านตะวันตกซึ่งนำโดยรัสเซีย (Russia) และจีน (China) กลับแสดงออกอย่างไม่เป็นเอกภาพอย่างน่าตกใจ
การโจมตีอิหร่าน (Iran) โดยสหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) ล่าสุด ทำให้ปฏิกิริยาจากกลุ่มประเทศที่มักถูกมองว่าเป็น “ค่ายต่อต้านตะวันตก” ใต้ร่มเงาของรัสเซีย (Russia) และจีน (China) ปรากฏออกมาอย่างแตกแถวและไม่เป็นเอกภาพ
ภายใต้การเป็นประธานหมุนเวียนของอินเดีย (India) กลุ่ม BRICS ซึ่งขยายสมาชิกจาก 5 เป็น 11 ประเทศ รวมถึงการรับอิหร่านเข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี 2024 กลับไม่สามารถออกท่าทีร่วมกันต่อความขัดแย้งครั้งนี้ได้
รัสเซียและจีนตอบโต้ด้วยถ้อยแถลงรุนแรงแต่ไม่มีการดำเนินการประสานอย่างเป็นรูปธรรม มอสโกประณามการโจมตีว่าเป็น “การรุกรานด้วยอาวุธโดยไม่มีการยั่วยุมาก่อน” และเรียกร้องให้ใช้การทูต ส่วนปักกิ่งเตือนว่าสงครามครั้งนี้ “เป็นสงครามที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย”
อินเดียซึ่งนั่งเก้าอี้ประธาน BRICS ปีนี้เลือกใช้ท่าทีต่างออกไป นิวเดลีหลีกเลี่ยงการวิจารณ์การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยตรง แต่แสดงความกังวลต่อการตอบโต้ของอิหร่าน ขณะที่แอฟริกาใต้ (South Africa) ก็ใช้ถ้อยคำระมัดระวัง เตือนเรื่องความเสี่ยงจากการยกระดับความรุนแรงโดยไม่ระบุชื่อประเทศใดโดยเฉพาะ
การที่ BRICS ขาดท่าทีร่วมกัน ถูกจับตามองเป็นพิเศษเพราะอิหร่านเพิ่งถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน
บทวิเคราะห์ชี้ว่า “แกนภูมิรัฐศาสตร์” ที่ถูกมองว่านำโดยรัสเซีย–จีนยังมีความหลวมตัวสูงกว่าภาพวาทกรรมที่ถูกนำเสนอ ขณะที่ยุทธศาสตร์ต่างประเทศเชิงเผชิญหน้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ กลับมีส่วนช่วย “ทดสอบ” และเผยให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของแนวร่วมนี้ได้อย่างชัดเจนในอย่างน้อย 5 ด้าน
1. BRICS ไม่ใช่ NATO
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2009 BRICS มักถูกเสนอภาพว่าอาจกลายเป็นฐานของ “กลุ่มต้านตะวันตก” ที่เติบโตขึ้นมาใหม่ ทว่าข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างแตกต่างจาก NATO อย่างสิ้นเชิง BRICS ไม่มีพันธกรณีป้องกันร่วม (collective defence pact) ไม่มีโครงสร้างบัญชาการทหารร่วม และไม่มีนโยบายต่างประเทศร่วมกัน กลุ่มนี้ถูกออกแบบเป็นเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงที่พร้อมตอบสนองต่อสงครามหรือวิกฤต
การขาดกลไกความมั่นคงเหล่านี้ปรากฏชัดในวิกฤตสงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน ขณะที่สมาชิกบางประเทศประณามการโจมตีและบางประเทศเรียกร้องให้เจรจา BRICS ทั้งกลุ่มไม่สามารถดำเนินการร่วมในเชิงปฏิบัติการได้ ข้อขัดแย้งยังสะท้อนอยู่ในกลุ่มเอง เมื่อขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านยิงเข้าใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates – UAE) อีกหนึ่งสมาชิก BRICS ท่ามกลางการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าในภูมิภาคและความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานของสมาชิกหลายประเทศ
BRICS อาจพูดถึงการ “ปรับระเบียบโลกใหม่” แต่ยังขาดทั้งเอกภาพและสถาบันร่วมที่จะทำหน้าที่ปกป้องหรือค้ำจุนระเบียบใหม่นั้นจริง ๆ
2. ผลประโยชน์แห่งชาติที่แตกต่างกัน
อีกจุดอ่อนสำคัญของ “แกนรัสเซีย–จีน” คือ สมาชิกแต่ละประเทศมีลำดับความสำคัญและยุทธศาสตร์ต่างกันอย่างมาก ยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีนขึ้นกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพของการค้า เมื่อวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับจนเสี่ยงต่อมาตรการคว่ำบาตรหรือความขัดแย้งทางทหาร ปักกิ่งมักเลือกใช้ท่าทีระมัดระวังเป็นหลัก เพื่อปกป้องการเข้าถึงตลาดและระบบการเงินโลก ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ในการใช้มาตรการคว่ำบาตรและการขู่ใช้กำลังทหาร จึงมักผลักจีนให้เข้าสู่โหมด “ป้องกันความเสี่ยง” มากกว่าจะผลักให้ปักกิ่งออกมาหนุนหลังรัสเซียหรือพันธมิตรอื่นอย่างเต็มตัว
สถานการณ์ของรัสเซียแตกต่างอย่างมาก มอสโกพยายามสื่อภาพว่าความร่วมมือกับจีน อิหร่าน และรัฐอื่น ๆ คือฐานอำนาจถ่วงดุลสหรัฐฯ แต่เมื่อความตึงเครียดกับวอชิงตันสูงขึ้น ความร่วมมือเหล่านี้ก็มักแสดง “เพดานข้อจำกัด” ตัวอย่างเช่น ระหว่างสงครามยูเครน รัสเซียพยายามเรียกร้องแรงสนับสนุนจากสมาชิก BRICS แต่กลับได้รับการสนับสนุนเชิงปฏิบัติเพียงจำกัด
หลายประเทศที่วิจารณ์อำนาจตะวันตกในเชิงวาทกรรมยังคงหลีกเลี่ยงการดำเนินการใด ๆ ที่เสี่ยงโดนคว่ำบาตรหรือเผชิญผลตอบโต้ทางการทูต อินเดียเป็นตัวอย่างชัดเจน นิวเดลีตอบสนองต่อสงครามอิหร่านอย่างระมัดระวัง โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ ในการยุติการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน และในช่วงหลังยังลดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียลง นอกจากนี้ อินเดียยังถอยห่างจากโครงการความร่วมมือเศรษฐกิจบางส่วนกับอิหร่าน เช่น แผนพัฒนาท่าเรือ Chabahar ท่ามกลางความกังวลเรื่องคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ
บราซิล (Brazil) ประณามการโจมตีอิหร่านและเรียกร้องให้ใช้การทูตเช่นกัน แต่หลีกเลี่ยงการเลือกข้างอย่างชัดเจนในความขัดแย้ง
ความแตกต่างด้านผลประโยชน์ระดับชาติทำให้ BRICS และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องยากจะเคลื่อนตัวในทิศทางเดียวกัน รัสเซียอาจพร้อมยกระดับการเผชิญหน้าเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่จีนเน้นรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ส่วนประเทศอื่น ๆ มุ่งหลีกเลี่ยงการปะทะตรงกับสหรัฐฯ
3. ระบบโลกที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนกลาง
แม้รัสเซียจะผลักดันวาทกรรม “โลกหลายขั้ว” (multipolar world) แต่หลายประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับอิทธิพลสหรัฐฯ ก็ยังพึ่งพาระบบโลกที่วอชิงตันและพันธมิตรเป็นผู้ออกแบบ สหรัฐฯ ยังคงครองบทบาทนำในระบบดอลลาร์ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในการค้าระหว่างประเทศ และเครือข่ายการเงินตะวันตกยังเป็น “โครงข่ายกลาง” ของระบบชำระเงินและการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร
ประเทศสมาชิก BRICS เคยหารือเรื่องการสร้างทางเลือกใหม่ เช่น ระบบชำระเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาดอลลาร์ แต่ความคืบหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้า ภายใต้ข้อเท็จจริงนี้ รัฐบาลหลายประเทศที่วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ จึงยังหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การถูกตัดขาดจากระบบการเงินตะวันตกหรือเผชิญการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ
4. ทรัมป์ใช้ “อำนาจแข็ง” ด้านทหาร–การเงินของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ยังคงได้เปรียบด้านอำนาจเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการผสานกำลังทางทหารเข้ากับเครื่องมือทางการเงิน นโยบายต่างประเทศของทรัมป์อาศัยความได้เปรียบนี้อย่างเต็มที่ ผ่านการคว่ำบาตร การเคลื่อนกำลังทหาร และแรงกดดันเชิงเศรษฐกิจ
ด้วยงบประมาณกลาโหมราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเครือข่ายฐานทัพต่างประเทศหลายร้อยแห่ง กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเป็นกำลังทางทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ก่อนและระหว่างสงครามอิหร่าน วอชิงตันได้เคลื่อนกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิด และกำลังเสริมอื่น ๆ เข้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อโจมตีเป้าหมายในอิหร่านและควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญควบคู่กันไป รัฐบาลทรัมป์ยังเพิ่มความกดดันอีกด้านด้วยการใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อการขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลา (Venezuela) และเพิ่มคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลาและคิวบา (Cuba)
สัญญาณที่ส่งออกมาชัดเจนคือ สหรัฐฯ ยังสามารถใช้กำลังทหารและเครื่องมือทางเศรษฐกิจ “เปิดหลายสมรภูมิพร้อมกัน” ได้อย่างรวดเร็วและโดยลำพัง ขณะที่รัสเซียและจีนยังไม่มีระบบพันธมิตรอย่างเป็นทางการที่สามารถประสานการตอบโต้แบบรวมศูนย์ได้ในระดับเดียวกัน
5. “แกนต้านตะวันตก” ประกอบด้วยรัฐที่อ่อนแอหลายประเทศ
ส่วนสำคัญของกลุ่มประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในค่ายที่สอดคล้องกับรัสเซียและจีน ได้แก่ อิหร่าน เวเนซุเอลา และคิวบา ซึ่งล้วนเคยเผชิญแรงกดดันโดยตรงจากแคมเปญคว่ำบาตรและแรงบีบทางการเมืองของทรัมป์ ประเทศเหล่านี้ถูกจำกัดด้วยทั้งมาตรการคว่ำบาตรและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ทำให้ความร่วมมือระหว่างกันมักเน้นไปที่การ “เอาตัวรอด” เช่น การหลบเลี่ยงคว่ำบาตร การใช้เครือข่ายขนส่งลับ และการสนับสนุนกันในเชิงการทูต มากกว่าการสร้างพันธมิตรทางทหารที่เป็นรูปธรรม
แทนที่จะกลายเป็น “แกนใหม่” ของระบบโลก คู่แข่งของสหรัฐฯ อย่างแท้จริง กลุ่มประเทศเหล่านี้ยังทำงานในฐานะ “เศรษฐกิจที่เอาตัวรอดภายใต้แรงกดดัน” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันเพราะต่างเป็นเป้าหมายของคว่ำบาตรและแรงกดดันทางทหารของทรัมป์ มากกว่าจะรวมตัวกันด้วยยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ชัดเจน
สงครามอิหร่านสะท้อนเพดานของ “แกนรัสเซีย–จีน”
เมื่อมองภาพรวม การตอบสนองต่อสงครามอิหร่านตอกย้ำข้อจำกัดของสิ่งที่ถูกเรียกว่า “แกนรัสเซีย–จีน” เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน BRICS ไม่สามารถออกจุดยืนร่วมกันได้ แม้หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มคือประเทศที่ถูกโจมตีโดยตรง
สมาชิกบางประเทศประณามการโจมตี บางส่วนเรียกร้องให้เปิดการเจรจา ขณะที่อีกหลายประเทศเลือกไม่ข้างอย่างชัดเจน ภาพนี้ย้ำว่า BRICS ยังห่างไกลจากการเป็นพันธมิตรแบบ NATO กลุ่มนี้ไม่มีข้อตกลงป้องกันร่วม ไม่มีโครงสร้างบัญชาการร่วม และไม่มีนโยบายต่างประเทศร่วมกันตั้งแต่ต้น
ผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกสอดประสานกันเฉพาะเมื่อมีจุดร่วมด้านเศรษฐกิจและพลังงาน แต่จะแยกทางกันอย่างรวดเร็วเมื่อความขัดแย้งเสี่ยงกระทบการค้า ความมั่นคงด้านพลังงาน หรือความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
แม้จะมีวาทกรรมเรื่อง “โลกหลายขั้ว” แต่ในทางปฏิบัติ BRICS ยังเป็นเพียงกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของรัฐที่มีความหลากหลายสูง มิใช่ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์แบบเอกภาพ” ที่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตความมั่นคงร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ
สรุป: สงครามอิหร่านเผยขีดจำกัดของแกนกลางรัสเซีย-จีน
การตอบสนองต่อสงครามอิหร่านตอกย้ำว่า BRICS ไม่ใช่แนวร่วมทางยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน สมาชิกกลุ่มกลับแยกทางกันเดินตามผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะมีวาทกรรมเกี่ยวกับ "โลกหลายขั้ว" มากเพียงใด แต่ในท้ายที่สุด กลุ่มนี้ก็ยังคงเป็นเพียงกลุ่มเศรษฐกิจที่หลวมๆ ซึ่งจะแตกกระจายทันทีเมื่อความขัดแย้งนั้นกระทบต่อการค้า พลังงาน หรือความสัมพันธ์กับวอชิงตัน (Washington)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/5-ways-trump-split-russia-and-chinas-global-axis-11644535