สหรัฐฯ ดึงระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot–THAAD
สหรัฐฯ ดึงระบบป้องกันขีปนาวุธ Patriot–THAAD ออกจากเกาหลีใต้ไปรบอิหร่าน ฟิลิปปินส์ผวา “จะเป็นคิวต่อไป?”
13-3-2026
SCMP รายงานว่า สหรัฐอเมริกา (United States) ได้เริ่มดำเนินการถอนระบบป้องกันขีปนาวุธออกจากประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) เพื่อนำไปสนับสนุนภารกิจในสงครามกับอิหร่าน (Iran) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้จุดชนวนคำถามสำคัญในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) เกี่ยวกับความมุ่งมั่นทางทหารของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การโยกย้ายระบบขีปนาวุธ Patriot จากคาบสมุทรเกาหลี พร้อมด้วยรายงานการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังพลของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ แต่เหตุการณ์นี้บีบให้รัฐบาลมะนิลาต้องเผชิญกับคำถามที่ไม่อยากเอ่ยออกมาดังๆ ว่า "หากอาวุธยุทโธปกรณ์ของอเมริกาพรอ้มจะถอนตัวออกจากเกาหลีใต้ได้ทุกเมื่อ แล้วอะไรคือหลักประกันความมั่นคงในพื้นที่อื่น?"
นักวิเคราะห์ระบุว่า คำตอบของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงเนื้อแท้ของพันธมิตรภายใต้การนำของสหรัฐฯ ในเอเชีย และขีดจำกัดที่ประเทศคู่สัญญาจะสามารถเรียกร้องได้จากวอชิงตัน
เกาหลีใต้ไม่อาจยับยั้งการเคลื่อนย้ายกำลังพลสู่ตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดี อี แจมยอง (Lee Jae Myung) แห่งเกาหลีใต้ยืนยันเมื่อวันอังคารว่า รัฐบาลโซลได้คัดค้านการโยกย้ายกำลังพลดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ โดยเขายอมรับถึง "ความเป็นจริงที่ชัดเจน" ว่า เมื่อวอชิงตันตัดสินใจเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เพื่อความจำเป็นทางทหารของตนเอง คำคัดค้านของเกาหลีใต้ก็มีน้ำหนักเพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น
สำหรับฟิลิปปินส์ นัยทางการเมืองนั้นชัดเจนยิ่ง หากเกาหลีใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพถาวรและมีทหารอเมริกันประจำการอยู่หลายหมื่นนายในจุดยุทธศาสตร์ที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยังไม่สามารถหยุดยั้งวอชิงตันจากการดึงทรัพยากรที่จำเป็นไปได้ ขีดจำกัดของการรับประกันความเป็นพันธมิตรย่อมปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
เข้าถึงพื้นที่ แต่ไม่มีคลังแสงถาวร
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าฟิลิปปินส์มีความแตกต่างจากเกาหลีใต้ในแง่ของรูปแบบการประจำการ โดยเกาหลีใต้เปรียบเสมือน "คลังสินค้าเชิงยุทธศาสตร์" ที่มีอาวุธหนักประจำการถาวรซึ่งออกแบบมาให้เคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว ขณะที่ฟิลิปปินส์ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่ยกระดับขึ้น (EDCA) เน้นไปที่การหมุนเวียนกำลังพลและการเตรียมพื้นที่ (Access) มากกว่าการสะสมอาวุธถาวร
ซิลเวีย โมนิกา กอร์สกา (Sylwia Monika Gorska) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า ฟิลิปปินส์มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์สหรัฐฯ มากเกินกว่าจะถูกลดทอนความสำคัญลงในขณะนี้ เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในแผนการรับมือสถานการณ์ในช่องแคบลูซอน (Luzon Strait), ทะเลจีนใต้ และสถานการณ์ในไต้หวัน (Taiwan)
วิกฤตห่วงโซ่อุปทานอาวุธที่กำลังตึงตัว
ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าตำแหน่งที่ตั้งของอาวุธ คือปริมาณขีปนาวุธสำรองของสหรัฐฯ ที่กำลังลดน้อยลง นักวิเคราะห์เตือนว่าสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อคลังกระสุนของสหรัฐฯ ซึ่งถูกนำไปใช้เร็วกว่าที่ภาคอุตสาหกรรมจะผลิตทดแทนได้ทัน
ซาชา ชาบรา (Sasha Chhabra) นักวิเคราะห์ความมั่นคงในไทเป ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ของการใช้ขีปนาวุธราคา 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสอยโดรนราคาเพียง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศประชาธิปไตยในเอเชียเร่งการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกัน เนื่องจากความปลอดภัยของพันธมิตรในขณะนี้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานซึ่งกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ออสเตรเลีย (Australia) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่ลงทุนมหาศาลในการจัดหาขีปนาวุธ กลับต้องเผชิญกับการส่งมอบที่ล่าช้า เนื่องจากสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับสมรภูมิในอิหร่านเป็นอันดับแรก ซึ่ง คริส การ์ดิเนอร์ (Chris Gardiner) ซีอีโอของสถาบันความมั่นคงภูมิภาค ระบุว่าเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่านแล้ว ย่อมต้องมุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ การระดมสรรพาวุธไปยังจุดนั้นจึงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด
สารทางการเมืองถึงภูมิภาค
ในสายตาของนักวิเคราะห์ การโยกย้ายกำลังพลครั้งนี้อาจถูกตีความได้สองทาง: หนึ่งคือสหรัฐฯ กำลังเผชิญภาวะตึงตัวเกินขีดความสามารถ (Overstretch) หรือสอง คือสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจที่ทรงพลังและมีความคล่องตัวสูงจนสามารถรบในตะวันออกกลางพร้อมกับตรึงแนวรบในเอเชียได้ในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม อาร์โนด์ เลอโว (Arnaud Leveau) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสรุปทิ้งท้ายว่า สารทางการเมืองที่ส่งถึงภูมิภาคนั้นชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "พันธมิตรในเอเชียไม่สามารถอนุมานได้อีกต่อไปว่าทรัพยากรของสหรัฐฯ จะมีพร้อมให้อย่างไม่จำกัด"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3346226/us-missiles-leave-south-korea-philippines-asks-are-we-next?module=top_story&pgtype=homepage