.
J.P. Morgan โต้กระแสทองคำขาลง: ชี้ ‘ยุคใหม่ของความผันผวน’ และการสะสมของธนาคารกลางจะเป็นแรงส่งราคาในปี 2026
18-3-2026
Kitco News รายงานว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งที่ฟังดูสมเหตุสมผลว่าราคาทองคำอาจถึงจุดอิ่มตัวหลังจากพุ่งทะยานขึ้นกว่า 170% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ทีมยุทธศาสตร์การลงทุนระดับสูงของ J.P. Morgan กลับมองว่าข้อโต้แย้งเหล่านั้นยังคง "คลาดเคลื่อน" และทิศทางหลักของทองคำยังคงมีแรงส่งในระยะยาว
Kriti Gupta และ Justin Biemann จาก J.P. Morgan Private Bank ระบุว่า ปัจจัยที่ผลักดันทองคำอย่างรุนแรงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่คือ "ยุคสมัยใหม่ของความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์" และการที่ระบบการเงินโลกเริ่มแตกแยกออกเป็นส่วนๆ (Fragmentation) ซึ่งกระตุ้นให้นักลงทุนและรัฐบาลต่างๆ หันมาถือครองโลหะมีค่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของสกุลเงินและการบริหารการคลังที่ไม่รับผิดชอบ
เจาะลึก 2 ความเสี่ยงที่อาจหยุดยั้งขาขึ้น (และทำไมจึงไม่น่าเกิดขึ้น)
1. ความเสี่ยงจากการหยุดซื้อหรือการเทขายของธนาคารกลาง (Official Sector Risk)
ความต้องการจากธนาคารกลางคือแรงขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะหลังจากการอายัดสินทรัพย์ของรัสเซียในปี 2022 ทำให้เกิดกระแสการกระจายทุนสำรองออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม มีคำถามว่าหากธนาคารกลางเปลี่ยนใจมาเป็น "ผู้ขาย" เหมือนที่อังกฤษเคยทำในปี 1999-2002 จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบจาก J.P. Morgan: โอกาสนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก ในปี 2025 ผลสำรวจระบุว่า 95% ของธนาคารกลางคาดว่าจะถือครองทองคำเพิ่มขึ้น และไม่มีธนาคารกลางใดเลยที่คิดจะขาย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น จีน ซึ่งแม้จะเป็นผู้ถือครองทองคำรายใหญ่อันดับ 7 ของโลก แต่ทองคำกลับคิดเป็นสัดส่วนเพียง 8.6% ของทุนสำรองทั้งหมด เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนสูงถึง 47% ดังนั้น จีน โปแลนด์ อินเดีย และบราซิล จึงยังมีช่องว่างในการเข้าซื้ออีกมหาศาล
2. ความเสี่ยงจากพฤติกรรมนักลงทุนรายย่อย (Retail Investor Risk)
นักลงทุนรายย่อยยุคใหม่มักใช้ทองคำเป็นเครื่องมือเก็งกำไรความขัดแย้งระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความผันผวนรุนแรง ดังที่เห็นในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ราคาทองคำพุ่งขึ้น 20% ก่อนจะร่วงลงในอัตราที่เท่ากันภายใน 2 วัน
คำตอบจาก J.P. Morgan: แม้กิจกรรมรายย่อยจะสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนการถือครองผ่านทองคำแท่งและ ETF (ประมาณ 100 ล้านออนซ์) คิดเป็นเพียง 8% ของการถือครองโดยธนาคารกลางทั่วโลกเท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยจึงไม่มีอิทธิพลเพียงพอที่จะกำหนดทิศทางราคาในระยะยาวได้ นอกจากนี้ ทองคำยังทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุน (Diversifier) ที่ดีเยี่ยมในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน
มุมมองสู่อนาคตปี 2026
J.P. Morgan Global Research คาดการณ์ว่าแรงหนุนใหม่จะมาจาก ยักษ์ใหญ่ด้านประกันภัยของจีน และ ชุมชนคริปโต (Crypto Community) ที่จะเริ่มหันมาให้น้ำหนักกับทองคำมากขึ้นในปี 2026 โดย Natasha Kaneva หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์สินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า "แม้ขาขึ้นจะไม่เป็นเส้นตรง แต่เทรนด์การปรับฐานราคาขึ้นใหม่ (Rebasing) ยังไม่จบสิ้น"
สรุปตัวเลขคาดการณ์:
J.P. Morgan ประเมินว่าความต้องการจากธนาคารกลางจะยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 585 ตันต่อไตรมาสในปี 2026 ท่ามกลางปัจจัยหนุนดั้งเดิมอย่าง เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะทำให้ทองคำยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญของพันธบัตรรัฐบาลและกองทุนรวมตลาดเงินในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยแต่มีความปลอดภัยสูงครับ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.kitco.com/news/article/2026-02-17/jp-morgan-says-theres-case-against-gold-rally-continuing-and-its-wrong