.
สงครามอิหร่านอาจนำโลกสู่ “ยุคนิวเคลียร์ใหม่” ที่หลายชาติหันมามองอาวุธนิวเคลียร์เป็นเงื่อนไขของความอยู่รอดทางความมั่นคง
30-3-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า สงครามกับอิหร่านกำลังเร่งให้โลกขยับเข้าใกล้ “ยุคนิวเคลียร์ใหม่” ที่ชาติมหาอำนาจ–พันธมิตรถกกันเปิดหน้าตรงว่าอาจต้อง “มีระเบิดเอง” เพื่อเอาตัวรอด ความเต็มใจของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการโจมตีศัตรูพร้อมกับสั่นคลอนความเชื่อมั่นของพันธมิตร กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ "ยุคนิวเคลียร์ใหม่"
ตั้งแต่พื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก รัฐบาลหลายประเทศเริ่มเปิดการอภิปรายในที่สาธารณะอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า พวกเขาจำเป็นต้องครอบครองระเบิดนิวเคลียร์เป็นของตนเองหรือไม่ โดยประเทศเยอรมนี (Germany) และโปแลนด์ (Poland) ซึ่งเคยพึงพอใจภายใต้ร่มนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (US nuclear umbrella) มาอย่างยาวนาน ได้เริ่มตอบรับข้อเสนอของฝรั่งเศส (France) ในการขยายขอบเขตการป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์ครอบคลุมทั่งทวีป หลังจากที่ นายทรัมป์ เคยเปรยถึงการเข้าซื้อกิจการเกาะกรีนแลนด์ (Greenland)
ขณะที่ประเทศจีน (China) และรัสเซีย (Russia) สมาชิกดั้งเดิมของสโมสรผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อความเสี่ยงในการแพร่ขยายอาวุธในญี่ปุ่น (Japan) และเกาหลีใต้ (South Korea) แม้ว่าทั้งสองประเทศจะกำลังเร่งปรับปรุงคลังแสงของตนเองก็ตาม ด้านสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์กับพลเรือน กำลังประเมินการกลับมาทดสอบระเบิดปรมาณูอีกครั้งตามคำสั่งฝ่ายบริหารของ นายทรัมป์ หลังจากว่างเว้นไปนานกว่า 3 ทศวรรษ
ในสัปดาห์เดียวกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งยื่นคำขาดให้ผู้นำอิหร่าน (Iran) ยุติโครงการนิวเคลียร์ รัฐบาลของเขากลับหมุนเวียนรายงานที่ระบุถึงการเปิดช่องให้คู่แข่งในภูมิภาคอย่างประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) เข้าถึงเทคโนโลยีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ตามเอกสารที่สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้รับการเปิดเผย นักการทูตยุโรปรายหนึ่งระบุว่า ความจำเป็นที่ทวีปยุโรปต้องพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ของตนเองกำลังเป็นหัวข้อสนทนาที่ตื่นตัวอย่างมากในบรรดาเมืองหลวงต่าง ๆ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จดหมายข่าวจากนักวิทยาศาสตร์ปรมาณู (Bulletin of the Atomic Scientists) ได้ปรับเวลา "นาฬิกาวันสิ้นโลก" (Doomsday Clock) ไปที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นจุดที่ใกล้หายนะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยระบุถึงสาเหตุจากการโจมตีของ นายทรัมป์ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน ความพยายามสร้างเกราะป้องกันขีปนาวุธ "โดมทองคำ" (Golden Dome) รวมถึงการหมดอายุของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย
นายราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า "การจัดหาอาวุธทำลายล้างสูงถูกนำมาหารืออย่างเปิดเผย แม้แต่ในประเทศที่เคยให้สัตยาบันว่าจะไม่ครอบครองมัน แต่การมีอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้นในหลายประเทศไม่ได้ทำให้โลกปลอดภัยขึ้น ในทางกลับกัน มันยิ่งอันตรายกว่าเดิม"
ปัจจุบันมีเพียง 9 ประเทศที่ถูกระบุว่าเป็นรัฐผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่มีมากกว่า 20 ประเทศที่มีโครงการพลังงาน ฐานอุตสาหกรรม และความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมที่เพียงพอจะก้าวไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงเพียง 25 กิโลกรัม หรือพลูโตเนียม 8 กิโลกรัม ก็สามารถสร้างอาวุธที่ทำลายล้างเมืองขนาดเล็กได้
ความพยายามในการครอบครองอาวุธนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า การสละอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้ประเทศตกอยู่ในอันตราย ดังบทเรียนที่เกิดขึ้นกับลิเบีย (Libya), ยูเครน (Ukraine) และล่าสุดคืออิหร่าน แม้การมีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตี แต่มันช่วยเพิ่มความเสี่ยงมหาศาลให้กับฝ่ายที่คิดจะบุกรุก
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าระบบการควบคุมอาวุธที่สร้างขึ้นอย่างยากลำบากในช่วงสงครามเย็นกำลังล่มสลาย สนธิสัญญา INF และ New START ต่างหมดอายุลงโดยไม่มีการทดแทน ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและมอสโกเสื่อมถอยลง และสหรัฐฯ เริ่มกังวลเกี่ยวกับการขยายคลังแสงของจีนที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงทวิภาคี
นายวิลเลียม อัลเบิร์ก (William Alberque) จาก Pacific Forum เตือนถึงสถานการณ์ "การแพร่ขยายแบบโดมิโน" (proliferation cascade) ว่า "ถ้าเกาหลีใต้มี ญี่ปุ่นก็จะมีตาม จากนั้นก็จะเป็นไต้หวัน (Taiwan) ซึ่งจะทำให้จีนตื่นตระหนกและเร่งเวลาการบุกไต้หวันให้เร็วขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแพร่ขยายในตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกจะทำให้ทั้งสองภูมิภาคอันตรายขึ้นอย่างมาก"
แม้ นายทรัมป์ จะเคยเตือนเรื่องความเสี่ยงของสงครามโลกครั้งที่ 3 แต่การตัดสินใจร่วมกับอิสราเอล (Israel) ในการโจมตีอิหร่านเพื่อทำลายโครงการนิวเคลียร์ แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ล่อแหลม ข้อมูลจาก IAEA ระบุว่าจนถึงเดือนมิถุนายน อิหร่านมียูเรเนียมเกือบเกรดอาวุธสะสมอยู่กว่า 440 กิโลกรัม ซึ่งตามทฤษฎีแล้วเพียงพอสำหรับการสร้างหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 12 ลูกในระยะเวลาอันสั้น
ความย้อนแย้งปรากฏชัดเมื่อสหรัฐฯ ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับอิหร่าน แต่กลับมีแนวทางที่ผ่อนปรนต่อพันธมิตรอย่างซาอุดีอาระเบีย โดยทำเนียบขาวได้ส่งรายงานต่อสภาคองเกรสเพื่อสนับสนุนการแบ่งปันเทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ที่อ่อนไหวให้กับกรุงริยาด (Riyadh) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอย่าง นายโรเบิร์ต เคลลีย์ (Robert Kelley) อดีตผู้อำนวยการ IAEA มองว่าเป็นพฤติกรรม "มือถือสากปากถือศีล" เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังมอบขีดความสามารถให้กับซาอุดีอาระเบียในสิ่งที่พวกเขากำลังทิ้งระเบิดใส่อิหร่านด้วยข้อหาเดียวกัน
บทเรียนจากอดีตยังคงหลอกหลอนผู้นำทั่วโลก สหรัฐฯ เคยช่วยโค่นล้มผู้นำลิเบีย มูอัมมาร์ กัดดาฟี (Moammar Qaddafi) ไม่ถึงทศวรรษหลังจากเขาสละอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ยูเครนซึ่งส่งคืนอาวุธนิวเคลียร์ยุคโซเวียตหลังสงครามเย็น ก็กลายเป็นกรณีศึกษาที่เตือนใจประเทศเล็ก ๆ ว่าการขาดอาวุธนิวเคลียร์เท่ากับการไร้เครื่องมือป้องปรามศัตรูที่ทรงพลัง
ในเอเชียตะวันออก ความสำเร็จของเกาหลีเหนือ (North Korea) กำลังเปลี่ยนสมการการป้องกันประเทศ โดยปัจจุบันมากกว่า 3 ใน 4 ของชาวเกาหลีใต้สนับสนุนการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ขณะที่ในญี่ปุ่น การอภิปรายเริ่มเปลี่ยนไป แม้จะมีประวัติศาสตร์ที่ขมขื่นจากปี 1945 โดยที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) ได้ระบุว่าญี่ปุ่นควรพิจารณาเรื่องการครอบครองระเบิดนิวเคลียร์ท่ามกลางความตึงเครียดกับจีนเรื่องไต้หวัน
ส่วนในยุโรป เยอรมนีภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) ได้เริ่ม "การเจรจาลับ" กับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส เกี่ยวกับการป้องปรามนิวเคลียร์ของยุโรป ขณะที่ นายกรัฐมนตรี โดนัลด์ ทัสก์ (Donald Tusk) แห่งโปแลนด์ ก็ระบุว่าประเทศของเขาอาจแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ในที่สุด ด้านสหราชอาณาจักร (UK) เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้รื้อฟื้นการผลิตขีปนาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
นายเจฟฟรีย์ ลูอิส (Jeffrey Lewis) จากสถาบัน Middlebury ระบุทิ้งท้ายว่า "จิตวิญญาณของยุคสมัย (Zeitgeist) กำลังเอนเอียงไปทางการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าที่เคยเป็นมา หากคุณเชื่อว่าโลกกำลังอยู่ในยุคที่มหาอำนาจจ้องขย้ำเหยื่อและการรักษาความมั่นคงร่วมกันเป็นเรื่องจอมปลอม มันก็ยากที่จะไม่คิดว่า... เราควรต้องพิจารณาอาวุธที่ใหญ่ที่สุดอย่างจริงจัง"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-03-29/trump-s-war-in-iran-may-usher-in-new-age-of-nuclear-weapons-proliferation?srnd=homepage-americas